RSI คืออะไร? วิธีอ่านและใช้ RSI สำหรับมือใหม่

Last updated: 05/06/2026

RSI คือ อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่มีชื่อเต็มว่า Relative Strength Index ซึ่งถูกใช้เพื่อวัดความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวของราคาและประเมินภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ในตลาดการเงิน RSI เป็นหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมของนักเทรด Forex และนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากช่วยให้สามารถระบุโอกาสในการกลับตัวของราคาและวางแผนการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

RSI คืออะไร?

RSI ย่อมาจาก Relative Strength Index เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พัฒนาโดย J. Welles Wilder จุดประสงค์คือวัดความแรงของการปรับขึ้นและลงของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง

RSI จัดอยู่ในกลุ่ม Momentum Oscillator คำว่า Momentum หมายถึงความเร็วและความแรงของการเปลี่ยนแปลงราคา ส่วน Oscillator คือ Indicator ที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในช่วงค่าที่กำหนด

ค่า RSI แสดงผลตั้งแต่ 0–100 หากค่าเพิ่มขึ้น แสดงว่าแรงซื้อในช่วงล่าสุดมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับแรงขาย หากค่าลดลง แสดงว่าแรงขายกำลังมีน้ำหนักมากขึ้น

การตั้งค่าที่พบได้บ่อยคือ RSI 14 หมายถึงการคำนวณจากข้อมูลย้อนหลัง 14 Period คำว่า Period หมายถึงจำนวนแท่งราคา เช่น 14 วันบนกราฟรายวัน หรือ 14 ชั่วโมงบนกราฟรายชั่วโมง

จุดสำคัญ: RSI ไม่ได้บอกว่าราคาของสินทรัพย์ถูกหรือแพง และไม่ได้ยืนยันว่าราคาจะกลับทิศทางเมื่อใด

RSI คืออะไร?

ดูเพิ่มเติม:

RSI คำนวณอย่างไร?

แพลตฟอร์มกราฟจะคำนวณ RSI ให้อัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจหลักการพื้นฐานช่วยให้ตีความ Indicator ได้ถูกต้องขึ้น

ขั้นตอนที่ 1: เลือกจำนวน Period

ค่าเริ่มต้นที่นิยมใช้คือ 14 Period จากนั้นตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของราคาปิดแต่ละแท่งเทียบกับแท่งก่อนหน้า

หากราคาปิดสูงขึ้น ส่วนต่างจะถูกจัดเป็น Gain หรือการปรับขึ้น หากราคาปิดต่ำลง ส่วนต่างจะถูกจัดเป็น Loss หรือการปรับลง

ขั้นตอนที่ 2: หาค่าเฉลี่ยของการปรับขึ้นและลง

นำ Gain และ Loss มาหาค่าเฉลี่ยแยกกัน ผลลัพธ์เรียกว่า Average Gain และ Average Loss

สูตรพื้นฐานมีดังนี้:

RS = Average Gain ÷ Average Loss

RSI = 100 – [100 ÷ (1 + RS)]

RS ย่อมาจาก Relative Strength ในสูตรนี้ หมายถึงอัตราส่วนระหว่างการปรับขึ้นเฉลี่ยกับการปรับลงเฉลี่ยในช่วงที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3: แปลงผลลัพธ์ให้อยู่ในช่วง 0–100

สมมติว่า Average Gain เท่ากับ 2 และ Average Loss เท่ากับ 1

RS = 2 ÷ 1 = 2

RSI = 100 – [100 ÷ (1 + 2)]

RSI = 66.67

ค่า RSI เท่ากับ 66.67 หมายความว่าแรงปรับขึ้นในช่วงล่าสุดมากกว่าแรงปรับลง แต่ยังไม่ถึงระดับอ้างอิง 70

ในทางปฏิบัติ การคำนวณ RSI มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับค่าเฉลี่ยเมื่อมีข้อมูลใหม่ ผู้เริ่มต้นไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ควรเข้าใจว่าค่า RSI มาจากข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นแล้ว

RSI คำนวณอย่างไร?

วิธีอ่านค่า RSI เบื้องต้น

ค่า RSI ไม่ควรถูกอ่านแยกจากกราฟราคา ระดับ 30, 50 และ 70 เป็นจุดอ้างอิงที่ช่วยให้ประเมินสถานการณ์ แต่ไม่ใช่คำสั่งซื้อหรือขาย

RSI สูงกว่า 70 หมายถึงอะไร?

เมื่อ RSI สูงกว่า 70 ตลาดมักถูกเรียกว่าอยู่ในภาวะ Overbought คำนี้หมายถึงราคาปรับขึ้นค่อนข้างแรงในช่วงล่าสุด

Overbought ไม่ได้แปลว่าราคาสูงเกินไปในเชิงมูลค่า และไม่ได้หมายความว่าราคาต้องลดลงทันที ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง RSI สามารถอยู่เหนือ 70 ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

RSI ต่ำกว่า 30 หมายถึงอะไร?

เมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 ตลาดมักถูกเรียกว่าอยู่ในภาวะ Oversold หมายถึงราคาปรับลงค่อนข้างแรงในช่วงล่าสุด

Oversold ไม่ได้ยืนยันว่าราคาแตะจุดต่ำสุดแล้ว หากตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลงที่ชัดเจน RSI อาจอยู่ต่ำกว่า 30 ต่อเนื่อง และราคายังสามารถลดลงต่อได้

RSI บริเวณ 50 บอกอะไรได้บ้าง?

ระดับ 50 ช่วยประเมินสมดุลของ Momentum เมื่อ RSI อยู่เหนือ 50 แรงปรับขึ้นอาจมีน้ำหนักมากกว่าแรงปรับลง เมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่า 50 แรงปรับลงอาจเด่นกว่า

ระดับนี้มีประโยชน์สำหรับดูบริบท แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเดียวในการเปิดสถานะ

สามารถเปลี่ยนระดับ 70 และ 30 ได้หรือไม่?

ระดับ 70/30 เป็นค่าที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ไม่ใช่กฎตายตัว ในบางกรณี เทรดเดอร์อาจใช้ระดับ 80/20 เพื่อลดจำนวนสัญญาณ หรือปรับ Period ให้เหมาะกับสินทรัพย์และกรอบเวลา

การเปลี่ยนค่าควรมีเหตุผลและผ่านการทดสอบ ไม่ควรปรับจนได้ผลลัพธ์ที่ดูดีเฉพาะกับข้อมูลในอดีต

[Hình minh họa: แผง RSI ตั้งแต่ 0–100 พร้อมแถบ Overbought เหนือ 70, ระดับกลาง 50 และ Oversold ต่ำกว่า 30]

ตัวอย่างการใช้ RSI ในสถานการณ์ที่พบบ่อย

ตัวอย่างการใช้ RSI ในสถานการณ์ที่พบบ่อย

RSI ค่าเดียวกันสามารถมีความหมายต่างกันตามสภาวะตลาด ก่อนตีความ Indicator ควรพิจารณาว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ขาลง หรือ Sideways

กรณีที่ 1: ตลาด Sideways และ RSI ต่ำกว่า 30

สมมติว่าราคาเคลื่อนไหวในกรอบ 100–110 หลายครั้ง เมื่อราคาลดลงมาใกล้แนวรับที่ 101 ค่า RSI อยู่ที่ 28

สถานการณ์นี้อาจเป็นเหตุผลให้ติดตามว่าราคาจะตอบสนองต่อแนวรับหรือไม่ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอสำหรับการเปิดสถานะ ผู้เทรดอาจรอดูแท่งเทียน การกลับขึ้นเหนือระดับสำคัญ หรือสัญญาณอื่นที่สอดคล้องกับแผน

กรณีที่ 2: ตลาดขาขึ้นและ RSI สูงกว่า 70

สมมติว่าราคาเพิ่มจาก 100 เป็น 125 โดยสร้างจุดสูงและจุดต่ำใหม่ที่สูงขึ้น ค่า RSI เพิ่มเป็น 74

การขายหรือเปิดสถานะสวนแนวโน้มทันทีอาจมีความเสี่ยง เพราะ RSI ที่สูงสามารถสะท้อนแรงซื้อที่ยังแข็งแรง ในกรณีนี้ ผู้เทรดควรพิจารณาโครงสร้างราคาและแผนบริหารความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

กรณีที่ 3: ตลาดขาลงและ RSI ต่ำกว่า 30

สมมติว่าราคาลดจาก 100 เหลือ 82 และ RSI อยู่ที่ 26 แม้จะเข้าสู่เขต Oversold แต่ราคาอาจยังลดลงต่อได้หากแรงขายยังไม่หมดลง

การพยายามซื้อที่จุดต่ำสุด หรือ Bottom Fishing มีความเสี่ยง ผู้เริ่มต้นควรรอดูว่าราคาหยุดสร้างจุดต่ำใหม่หรือยัง และกำหนดระดับที่ยอมรับว่ามุมมองเดิมไม่ถูกต้อง

Divergence คืออะไร?

Divergence คือภาวะที่ทิศทางของราคาและ RSI ไม่สอดคล้องกัน เครื่องมือนี้ช่วยสังเกตว่า Momentum อาจกำลังเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะกลับตัว

Bullish Divergence

Bullish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดต่ำใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม แต่ RSI สร้างจุดต่ำใหม่ที่สูงขึ้น

รูปแบบนี้อาจแสดงว่าแรงขายกำลังอ่อนลง อย่างไรก็ตาม ราคายังสามารถลดลงต่อได้ จึงควรตรวจสอบแนวรับ โครงสร้างราคา และสัญญาณยืนยันเพิ่มเติม

Bearish Divergence

Bearish Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดสูงใหม่ที่สูงกว่าเดิม แต่ RSI สร้างจุดสูงใหม่ที่ต่ำลง

สถานการณ์นี้อาจสะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าควรขายทันที ตลาดที่แข็งแรงสามารถปรับขึ้นต่อหลังเกิด Divergence ได้

[Hình minh họa: กราฟสองภาพแสดง Bullish Divergence และ Bearish Divergence โดยลากเส้นเปรียบเทียบทิศทางของราคากับ RSI]

ข้อควรระวัง: RSI ไม่ใช่ปุ่มซื้อหรือขาย

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือซื้อทันทีเมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 และขายทันทีเมื่อ RSI สูงกว่า 70 วิธีคิดนี้มองข้ามสภาวะตลาดและธรรมชาติของ Momentum

ตามคำอธิบายของ Fidelity ในช่วงขาขึ้น ค่า RSI มีแนวโน้มอยู่ในกรอบที่สูงกว่า ขณะที่ช่วงขาลง ค่า RSI อาจเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่าเดิม การตีความ RSI จึงควรสัมพันธ์กับแนวโน้มหลัก

Charles Schwab อธิบายเช่นกันว่า Overbought หรือ Oversold ไม่ได้หมายความว่าการกลับตัวจะเกิดขึ้นทันที ราคาอาจเคลื่อนไหวต่อในทิศทางเดิมได้

ข้อผิดพลาดอื่นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่:

  • ใช้ RSI โดยไม่ดูกราฟราคา
  • เปิดสถานะจาก Divergence เพียงอย่างเดียว
  • เปลี่ยน Period บ่อยจนหาเหตุผลรองรับไม่ได้
  • ใช้ Indicator กลุ่ม Momentum หลายตัวที่ให้ข้อมูลคล้ายกัน
  • มองข้าม Stop Loss เพราะเชื่อว่าราคาต้องกลับตัว

จุดสำคัญ: RSI วัดความแรงของการเคลื่อนไหวในช่วงล่าสุด ไม่ได้วัดมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์

วิธีฝึกใช้ RSI อย่างเป็นขั้นตอน

วิธีฝึกใช้ RSI อย่างเป็นขั้นตอน

การเริ่มต้นด้วยกระบวนการที่เรียบง่ายช่วยให้เข้าใจ Indicator ก่อนนำไปใช้กับแผนการเทรดจริง

เลือกสินทรัพย์และกรอบเวลา

เลือกสินทรัพย์เพียงหนึ่งหรือสองรายการก่อน จากนั้นกำหนดกรอบเวลาที่ต้องการศึกษา เช่น กราฟรายชั่วโมงหรือรายวัน

เพิ่ม RSI 14 ลงในกราฟ

ใช้ค่าเริ่มต้น RSI 14 เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมพื้นฐานก่อน อย่าเพิ่งเปลี่ยน Period หากยังไม่เข้าใจว่าการปรับค่าจะส่งผลอย่างไร

ระบุสภาวะตลาด

ตรวจสอบว่าราคาอยู่ในขาขึ้น ขาลง หรือ Sideways ดูว่าราคากำลังสร้างจุดสูงและจุดต่ำในลักษณะใด

สังเกตระดับ 30, 50 และ 70

บันทึกว่า RSI อยู่บริเวณใด และราคาเคลื่อนไหวอย่างไรเมื่อเข้าใกล้ระดับสำคัญ อย่าเปิดสถานะเพียงเพราะ Indicator แตะตัวเลขหนึ่ง

ตรวจสอบแนวรับและแนวต้าน

แนวรับ คือบริเวณที่ราคาอาจชะลอการปรับลง แนวต้าน คือบริเวณที่ราคาอาจชะลอการปรับขึ้น ใช้ระดับเหล่านี้ประกอบการอ่าน RSI

มองหาข้อมูลยืนยันเพิ่มเติม

ตรวจสอบแท่งเทียน โครงสร้างราคา หรือ Divergence หากใช้ Indicator อื่นร่วมด้วย ควรเลือกเครื่องมือที่ช่วยตอบคำถามต่างกัน

วางแผนความเสี่ยงก่อนเปิดสถานะ

กำหนด Stop Loss หรือจุดหยุดขาดทุน รวมถึงขนาดสถานะที่เหมาะสม ระบุล่วงหน้าว่าราคาต้องเคลื่อนไหวถึงจุดใดจึงถือว่าสมมติฐานไม่ถูกต้อง

บันทึกและทบทวนผลลัพธ์

บันทึกภาพกราฟ ค่า RSI เหตุผลในการตัดสินใจ และผลลัพธ์หลังจบแผน การทบทวนย้อนหลังช่วยให้เห็นว่า RSI มีประโยชน์ในสภาวะใด และสร้างความสับสนในสภาวะใด

ทดลองก่อนใช้เงินจริง

ฝึกวิเคราะห์ด้วยข้อมูลย้อนหลังหรือบัญชีจำลองก่อนเสี่ยงเงินทุนจริง เป้าหมายคือสร้างกระบวนการที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่ค้นหาสัญญาณที่ถูกต้องทุกครั้ง

สรุป

RSI คือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจโมเมนตัมของตลาดและประเมินสภาวะการซื้อขายได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่ควรใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจลงทุน แต่เมื่อใช้งานร่วมกับอินดิเคเตอร์และการวิเคราะห์รูปแบบราคาอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรดและลดความเสี่ยงจากสัญญาณที่ผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Chat
Complaint & Review Form