Pip คืออะไร? วิธีคำนวณและตัวอย่างสำหรับมือใหม่

Last updated: 02/06/2026

Pip เป็นหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด Forex ที่นักเทรดทุกคนควรทำความเข้าใจ เนื่องจาก Pip มีบทบาทสำคัญในการคำนวณกำไร ขาดทุน และการบริหารความเสี่ยงในการซื้อขายสกุลเงิน การรู้จักวิธีคำนวณ Pip และมูลค่าของ Pip ในแต่ละคู่สกุลเงินจะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

Pip คืออะไร?

Pip ย่อมาจาก Percentage in Point หรือบางครั้งเรียกว่า Price Interest Point หมายถึงหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาคู่เงินในตลาด Forex

พูดให้ง่ายที่สุดคือ

Pip คือหน่วยนับว่าราคาเคลื่อนที่ไปกี่ช่อง

เช่น EUR/USD ขยับจาก 1.1000 ไป 1.1010 แปลว่าราคาขยับขึ้น 10 pip

โดยทั่วไป คู่เงินส่วนใหญ่จะนับ 1 pip ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 เช่น

  • EUR/USD = 1.1050
  • GBP/USD = 1.2700
  • AUD/USD = 0.6600

แต่คู่เงินที่มี JPY เช่น USD/JPY หรือ EUR/JPY จะนับ 1 pip ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 เช่น

  • USD/JPY = 150.25
  • EUR/JPY = 162.80

สรุปง่าย ๆ คือ Pip เป็นหน่วยที่ช่วยให้ trader พูดภาษาเดียวกันเวลาบอกว่าราคาขึ้นหรือลงมากแค่ไหน

Pip คืออะไร?

ดูเพิ่มเติม:

ทำไม Pip ถึงสำคัญในการเทรด?

Pip ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกราฟ แต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนเทรดโดยตรง โดยเฉพาะ 4 เรื่องนี้

ใช้คำนวณกำไรและขาดทุน

เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปตามทางที่เราเปิดออเดอร์ เราจะได้กำไรเป็นจำนวน pip
ถ้าราคาเคลื่อนที่สวนทาง เราจะขาดทุนเป็นจำนวน pip

ตัวอย่างเช่น เปิด Buy EUR/USD ที่ 1.1000 แล้วราคาขึ้นไป 1.1050 เท่ากับได้กำไร 50 pip

แต่กำไรเป็นเงินจริงเท่าไร ต้องดูต่อว่าเราเปิด lot size เท่าไร

ใช้ตั้ง Stop Loss และ Take Profit

Stop Loss คือจุดตัดขาดทุน
Take Profit คือจุดทำกำไร

เช่น trader อาจวางแผนว่า

  • เข้า Buy EUR/USD ที่ 1.1000
  • Stop Loss ที่ 1.0970 = เสี่ยง 30 pip
  • Take Profit ที่ 1.1060 = เป้ากำไร 60 pip

การคิดเป็น pip ทำให้เห็นภาพชัดว่าเสี่ยงเท่าไร และหวังกำไรเท่าไร

ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อออเดอร์

จำนวน pip ต้องใช้ร่วมกับ lot size เพื่อคำนวณความเสี่ยงจริง

Stop Loss 20 pip อาจดูน้อย แต่ถ้าเปิด lot ใหญ่มาก เงินที่เสี่ยงอาจสูงเกินรับไหว

ดังนั้นมือใหม่ไม่ควรถามแค่ว่า “Stop Loss กี่ pip” แต่ต้องถามด้วยว่า “ถ้าโดน Stop Loss จะเสียเงินจริงเท่าไร”

ใช้เปรียบเทียบต้นทุนการเทรด

ต้นทุนการเทรด เช่น Spread มักแสดงเป็น pip

ถ้า EUR/USD มี Spread 1 pip และอีกโบรกเกอร์มี Spread 2 pip ต้นทุนการเข้าออเดอร์ของที่สองจะแพงกว่า โดยเฉพาะคนที่เทรดบ่อยหรือเทรดสั้น

ตำแหน่งของ Pip อยู่ตรงไหน?

การหาตำแหน่งของ Pip ต้องดูว่าคู่เงินนั้นเป็นคู่เงินทั่วไป หรือคู่เงินที่มี JPY

คู่เงินทั่วไป เช่น EUR/USD

ตัวอย่างราคา EUR/USD:

ราคา ตำแหน่ง Pip
1.1000 ทศนิยมตำแหน่งที่ 4
1.1001 ขยับ 1 pip
1.1010 ขยับ 10 pip
1.1100 ขยับ 100 pip

สำหรับ EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD, NZD/USD และคู่เงินส่วนใหญ่
1 pip = 0.0001

ตัวอย่าง:

EUR/USD จาก 1.1000 ไป 1.1001 = 1 pip
EUR/USD จาก 1.1000 ไป 1.1050 = 50 pip

คู่เงินที่มี JPY เช่น USD/JPY

คู่เงินที่มี JPY จะนับต่างออกไป เพราะราคามักมีทศนิยม 2 หรือ 3 ตำแหน่ง

ตัวอย่างราคา USD/JPY:

ราคา ตำแหน่ง Pip
150.00 ทศนิยมตำแหน่งที่ 2
150.01 ขยับ 1 pip
150.10 ขยับ 10 pip
151.00 ขยับ 100 pip

สำหรับคู่เงิน JPY
1 pip = 0.01

ตัวอย่าง:

USD/JPY จาก 150.00 ไป 150.01 = 1 pip
USD/JPY จาก 150.00 ไป 150.50 = 50 pip

Pip, Point และ Pipette ต่างกันอย่างไร?

ในหลายแพลตฟอร์ม ราคาอาจแสดงทศนิยมเพิ่มอีก 1 ตำแหน่ง เช่น EUR/USD = 1.10005 หรือ USD/JPY = 150.005

ตำแหน่งเล็กสุดนี้มักเรียกว่า Point หรือ Pipette

โดยทั่วไป:

ประเภทคู่เงิน 1 Pip 1 Point/Pipette
คู่เงินทั่วไป 0.0001 0.00001
คู่เงิน JPY 0.01 0.001

ตัวอย่าง EUR/USD:

  • 1.10000 ไป 1.10010 = 1 pip
  • 1.10000 ไป 1.10001 = 1 point หรือ 0.1 pip

ตัวอย่าง USD/JPY:

  • 150.000 ไป 150.010 = 1 pip
  • 150.000 ไป 150.001 = 1 point หรือ 0.1 pip

วิธีคำนวณ Pip

วิธีคำนวณ Pip

สูตรพื้นฐานในการคำนวณจำนวน pip คือ

จำนวน pip = ส่วนต่างของราคา ÷ ขนาดของ 1 pip

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน

  1. ส่วนต่างของราคา คือ ราคาปลายทาง – ราคาเริ่มต้น
  2. ขนาดของ 1 pip คือ 0.0001 สำหรับคู่เงินทั่วไป และ 0.01 สำหรับคู่เงิน JPY

สูตรสำหรับคู่เงินทั่วไป

สำหรับ EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD และคู่เงินที่ไม่ได้มี JPY:

จำนวน pip = ส่วนต่างของราคา ÷ 0.0001

ตัวอย่าง:

EUR/USD จาก 1.1000 ไป 1.1045

ส่วนต่างราคา = 1.1045 – 1.1000 = 0.0045
จำนวน pip = 0.0045 ÷ 0.0001 = 45 pip

สูตรสำหรับคู่เงิน JPY

สำหรับ USD/JPY, EUR/JPY, GBP/JPY:

จำนวน pip = ส่วนต่างของราคา ÷ 0.01

ตัวอย่าง:

USD/JPY จาก 150.00 ไป 150.35

ส่วนต่างราคา = 150.35 – 150.00 = 0.35
จำนวน pip = 0.35 ÷ 0.01 = 35 pip

ตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่าง 1: EUR/USD ขยับกี่ pip?

สมมติ EUR/USD ขยับจาก 1.0850 ไป 1.0920

ขั้นตอนคำนวณ:

ราคาปลายทาง = 1.0920
ราคาเริ่มต้น = 1.0850
ส่วนต่าง = 1.0920 – 1.0850 = 0.0070

เพราะ EUR/USD เป็นคู่เงินทั่วไป
1 pip = 0.0001

จำนวน pip = 0.0070 ÷ 0.0001 = 70 pip

ดังนั้น EUR/USD ขยับขึ้น 70 pip

ถ้าเปิด Buy จะได้กำไร 70 pip
ถ้าเปิด Sell จะขาดทุน 70 pip

ตัวอย่าง 2: USD/JPY ขยับกี่ pip?

สมมติ USD/JPY ขยับจาก 149.80 ไป 150.25

ขั้นตอนคำนวณ:

ราคาปลายทาง = 150.25
ราคาเริ่มต้น = 149.80
ส่วนต่าง = 150.25 – 149.80 = 0.45

เพราะ USD/JPY เป็นคู่เงิน JPY
1 pip = 0.01

จำนวน pip = 0.45 ÷ 0.01 = 45 pip

ดังนั้น USD/JPY ขยับขึ้น 45 pip

ถ้าเปิด Buy จะได้กำไร 45 pip
ถ้าเปิด Sell จะขาดทุน 45 pip

ตัวอย่าง 3: เปิด 1 lot หรือ 0.1 lot ได้กำไรเท่าไร?

มูลค่า pip จะขึ้นอยู่กับคู่เงินและ lot size แต่สำหรับคู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง เช่น EUR/USD โดยประมาณมักใช้หลักง่าย ๆ ดังนี้

Lot Size ขนาดออเดอร์ มูลค่าประมาณต่อ 1 pip
1.00 lot Standard Lot ประมาณ 10 USD ต่อ pip
0.10 lot Mini Lot ประมาณ 1 USD ต่อ pip
0.01 lot Micro Lot ประมาณ 0.10 USD ต่อ pip

ตัวอย่าง:

เปิด Buy EUR/USD ที่ 1.1000
ปิดที่ 1.1050
ราคาไปถูกทาง 50 pip

ถ้าเปิด 1.00 lot:

50 pip x 10 USD = กำไรประมาณ 500 USD

ถ้าเปิด 0.10 lot:

50 pip x 1 USD = กำไรประมาณ 50 USD

ถ้าเปิด 0.01 lot:

50 pip x 0.10 USD = กำไรประมาณ 5 USD

ในทางกลับกัน ถ้าราคาไปผิดทาง 50 pip ตัวเลขข้างต้นก็จะกลายเป็นขาดทุนแทน

นี่คือเหตุผลที่มือใหม่ต้องเข้าใจ Pip ควบคู่กับ lot size เพราะจำนวน pip เท่ากัน แต่ผลลัพธ์เป็นเงินจริงอาจต่างกันมาก

Pip กับการบริหารความเสี่ยง

Pip กับการบริหารความเสี่ยง

การรู้จัก Pip ช่วยให้ trader วางแผนความเสี่ยงได้เป็นระบบ ไม่ใช่เข้าออเดอร์ตามความรู้สึก

ใช้ Pip ในการตั้ง Stop Loss

ก่อนเข้าเทรดควรกำหนดก่อนว่า ถ้าผิดทาง จะยอมให้ราคาวิ่งสวนได้กี่ pip

ตัวอย่าง:

  • เข้า Buy EUR/USD ที่ 1.1000
  • วาง Stop Loss ที่ 1.0970
  • ระยะ Stop Loss = 30 pip

ถ้าเปิด 0.10 lot และมูลค่า 1 pip ประมาณ 1 USD
ความเสี่ยงคือ 30 x 1 = 30 USD

ถ้าบัญชีมี 1,000 USD ความเสี่ยงนี้เท่ากับ 3% ของพอร์ต

ใช้ Pip คำนวณ Risk/Reward

Risk/Reward คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินที่เสี่ยงกับกำไรที่คาดหวัง

ตัวอย่าง:

  • Stop Loss = 30 pip
  • Take Profit = 60 pip

Risk/Reward = 30:60 หรือ 1:2

แปลว่า เสี่ยง 1 ส่วน เพื่อหวังผลตอบแทน 2 ส่วน

ถ้า Stop Loss = 50 pip แต่ Take Profit = 25 pip
Risk/Reward = 2:1 ซึ่งอาจไม่คุ้มสำหรับหลายกลยุทธ์

ใช้ Pip เพื่อหลีกเลี่ยง lot ใหญ่เกินไป

ปัญหาที่มือใหม่เจอบ่อยคือ ตั้ง Stop Loss กว้าง แต่ยังเปิด lot ใหญ่เกินไป

ตัวอย่าง:

  • Stop Loss = 80 pip
  • เปิด 1 lot EUR/USD
  • 1 pip ประมาณ 10 USD

ความเสี่ยง = 80 x 10 = 800 USD

ถ้าพอร์ตมี 2,000 USD การเสีย 800 USD ในออเดอร์เดียวถือว่าสูงมาก

ดังนั้นก่อนเปิดออเดอร์ ควรคำนวณ 3 อย่างนี้เสมอ:

  • Stop Loss กี่ pip
  • 1 pip มีมูลค่าเท่าไร
  • ถ้าผิดทางจะเสียกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ

สับสนระหว่าง Pip กับ Point หรือ Pipette

หลายแพลตฟอร์มแสดงราคาด้วยทศนิยม 5 ตำแหน่ง เช่น EUR/USD = 1.10005
มือใหม่อาจคิดว่าการขยับจาก 1.10000 ไป 1.10001 คือ 1 pip

จริง ๆ แล้วนั่นคือ 1 point หรือ 0.1 pip
ส่วน 1 pip คือการขยับจาก 1.10000 ไป 1.10010

ไม่แยกคู่เงิน JPY กับ non-JPY

คู่เงินทั่วไปใช้ 0.0001 เป็น 1 pip
แต่คู่เงิน JPY ใช้ 0.01 เป็น 1 pip

ถ้าใช้สูตรผิด จะคำนวณจำนวน pip ผิดทันที และอาจทำให้ตั้ง Stop Loss หรือ Take Profit ผิดระยะ

ดูแค่จำนวน pip แต่ไม่ดู lot size

การได้กำไร 50 pip ไม่ได้แปลว่าได้กำไรเท่ากันทุกคน

คนที่เปิด 1 lot อาจได้ประมาณ 500 USD
คนที่เปิด 0.01 lot อาจได้ประมาณ 5 USD

ดังนั้น Pip บอกระยะทางของราคา แต่ lot size บอกผลลัพธ์เป็นเงิน

ไม่คิด Spread และ Commission

การเข้าออเดอร์มีต้นทุน เช่น Spread และบางบัญชีอาจมี Commission

ถ้า Spread = 2 pip แปลว่าราคาอาจต้องวิ่งถูกทางอย่างน้อย 2 pip ก่อนจุดคุ้มทุน

สำหรับ trader ระยะสั้น ต้นทุนเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป้ากำไรต่อครั้งอาจไม่กว้าง

ตั้ง Stop Loss แคบเกินไปเพราะกลัวเสียเงิน

บางคนตั้ง Stop Loss แคบมาก เช่น 5 pip ในตลาดที่ผันผวนสูง เพราะอยากเสียเงินน้อย
แต่ถ้า Stop Loss แคบเกินโครงสร้างราคา อาจโดนตัดขาดทุนง่าย แม้ว่าทิศทางหลักจะถูก

วิธีที่ดีกว่าคือ ตั้ง Stop Loss ตามโครงสร้างกราฟก่อน แล้วค่อยปรับ lot size ให้ความเสี่ยงเป็นเงินอยู่ในระดับที่รับได้

สรุป

Pip เป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรด Forex ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถวัดการเคลื่อนไหวของราคาและประเมินผลลัพธ์ของการซื้อขายได้อย่างถูกต้อง การเข้าใจความหมาย วิธีคำนวณ และการนำ Pip ไปใช้ในการบริหารความเสี่ยง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในระยะยาว

Chat
Complaint & Review Form