คำสั่ง Stop Loss เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนจำกัดความเสี่ยงและป้องกันการขาดทุนเกินกว่าที่กำหนดไว้

Last updated: 11/06/2026

เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงที่นักลงทุนและนักเทรดควรรู้จัก เพราะช่วยกำหนดจุดตัดขาดทุนล่วงหน้าเมื่อราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวสวนทางกับแผนที่วางไว้ การใช้คำสั่งนี้อย่างเหมาะสมไม่เพียงช่วยลดความเสียหายจากความผันผวนของตลาด แต่ยังช่วยให้นักลงทุนมีวินัยและสามารถวางแผนการซื้อขายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงล้างพอร์ต

เทรดเดอร์มือใหม่มักคิดว่ากุญแจสู่ความสำเร็จคือ “การเดาทิศทางให้ถูก” แต่ความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ คุณสามารถเดาถูก 6 ใน 10 ครั้ง แล้วยังขาดทุนได้ ถ้า 4 ครั้งที่ผิดนั้นคุณปล่อยให้ขาดทุนบานปลาย

หัวใจของปัญหาอยู่ตรงนี้ ตลาดไม่ได้ฆ่าบัญชีของคุณด้วยการทำให้คุณผิดบ่อย ๆ แต่มันฆ่าบัญชีของคุณด้วย “การขาดทุนครั้งเดียวที่ใหญ่เกินจะรับไหว” เมื่อพอร์ตของคุณติดลบ 50% คุณไม่ได้ต้องการกำไร 50% เพื่อกลับมาเท่าทุน คุณต้องการกำไรถึง 100% ซึ่งยากกว่าหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่การจำกัดขนาดของความเสียหายแต่ละครั้งสำคัญกว่าการพยายามชนะทุกครั้ง

Stop Loss คือคำสั่งที่คุณวางไว้ล่วงหน้ากับโบรกเกอร์หรือแพลตฟอร์ม เพื่อปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งถึงระดับที่คุณกำหนด พูดง่าย ๆ มันคือ “เส้นตายของความเสียหาย” ที่คุณตัดสินใจตั้งแต่ตอนหัวเย็น ก่อนที่อารมณ์จะเข้ามาครอบงำตอนหัวร้อน

ดูเพิ่มเติม:

ผลที่ตามมาเมื่อเทรดโดยไม่มี Stop Loss

ประเภทของ MA สำหรับ Swing Trading ที่ต้องรู้จัก และตัวไหนคุ้มที่จะใช้จริง compressed
ผลที่ตามมาเมื่อเทรดโดยไม่มี Stop Loss

ก่อนจะไปถึงวิธีตั้ง เรามาดูกันให้ชัดว่าการเทรดโดยไม่มี Stop Loss มันพาคุณไปทางไหน เพราะการเข้าใจ “ราคาที่ต้องจ่าย” คือสิ่งที่ทำให้คุณมีวินัยมากพอจะใช้มัน

อย่างแรกคือความเสียหายทางการเงินแบบทบต้น สมมติคุณมีทุน 10,000 ดอลลาร์ และยอมเสี่ยง 2% ต่อไม้ นั่นคือ 200 ดอลลาร์ ถ้าคุณไม่มี Stop Loss และปล่อยให้ไม้เดียวขาดทุน 3,000 ดอลลาร์ คุณไม่ได้แค่เสียเงิน คุณเสียโอกาสในการเทรดอีก 15 ไม้ในอนาคต เพราะทุนที่ใช้บริหารความเสี่ยงหายไปแล้ว

อย่างที่สองคือความเสียหายทางจิตใจ การถือออเดอร์ที่ขาดทุนหนักทำให้สมองคุณเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด คุณจะเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เลื่อนเป้าหมาย หลอกตัวเองว่า “มันจะกลับมา” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า loss aversion หรือความกลัวการขาดทุน ซึ่งทำให้คนเรายอมเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับความสูญเสีย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่แย่ลงเรื่อย ๆ

อย่างที่สามซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่เทรดบัญชีทุนที่ได้รับการสนับสนุน (funded account) จากบริษัท prop trading การไม่มี Stop Loss แทบจะเท่ากับการละเมิดกฎทันที เพราะบัญชีประเภทนี้มักมีเพดานขาดทุนต่อวัน (daily loss limit) และเพดานขาดทุนรวม (total loss limit) ที่ชัดเจน เช่นที่ WeMasterTrade กำหนดขีดจำกัดขาดทุนต่อวันไว้ที่ 5% และขาดทุนรวมไว้ที่ 10% ของบัญชี ถ้าไม้เดียวของคุณทะลุเส้นเหล่านี้ คุณอาจเสียบัญชีไปเลยทั้งที่ยังไม่ทันได้พิสูจน์ฝีมือ Stop Loss จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

ทางออก: เปลี่ยนมุมมองเรื่อง Stop Loss ใหม่ทั้งหมด

เครื่องมือสำคัญสำหรับหาจุดเข้าเทรด compressed
ทางออก: เปลี่ยนมุมมองเรื่อง Stop Loss ใหม่ทั้งหมด

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของบทความ Stop Loss ที่ดีไม่ใช่ “ตัวเลขที่คุณคิดว่าจะยอมเสียได้” แต่เป็นคำตอบของสามคำถามที่ต้องตอบตามลำดับ ก่อนที่คุณจะกดเข้าออเดอร์ใด ๆ

คำถามแรก ผมยอมเสียเงินจริงสูงสุดเท่าไรในไม้นี้ นี่คือเรื่องของการบริหารเงินทุน ไม่ใช่เรื่องของกราฟ เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ยอมเสี่ยงเพียง 0.5% ถึง 1% ของทุนต่อไม้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้กลัว แต่เพราะพวกเขารู้ว่าการขาดทุนติดต่อกันหลายครั้ง (losing streak) เป็นเรื่องปกติของทุกระบบเทรด การเสี่ยงต่ำทำให้คุณอยู่รอดผ่านช่วงแย่ ๆ ได้

คำถามที่สอง ไอเดียการเทรดของผมจะถือว่า “ผิด” ตรงจุดไหน นี่คือเรื่องของโครงสร้างตลาด ถ้าคุณซื้อเพราะคิดว่าราคาจะเด้งจากแนวรับ แล้วราคาทะลุแนวรับนั้นลงไป แปลว่าเหตุผลที่คุณเข้าซื้อหายไปแล้ว จุดนั้นแหละคือที่ที่ Stop Loss ควรอยู่ ไม่ใช่ตรงที่คุณรู้สึกว่า “เจ็บพอแล้ว”

คำถามที่สาม เมื่อรู้สองข้อบนแล้ว ผมต้องเปิดออเดอร์ขนาดเท่าไร นี่คือหัวใจที่คนมองข้าม คุณไม่ได้ตั้ง Stop Loss ให้เข้ากับขนาดออเดอร์ แต่คุณคำนวณขนาดออเดอร์ให้เข้ากับ Stop Loss ที่โครงสร้างตลาดบอก เพื่อให้ระยะห่างนั้นเท่ากับจำนวนเงินที่คุณยอมเสียพอดี

เมื่อคุณคิดแบบนี้ Stop Loss จะเลิกเป็นเรื่องของอารมณ์ และกลายเป็นผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ที่ตรวจสอบได้

Stop Loss ทำงานอย่างไร: สามวิธีตั้งที่ใช้ได้จริง

เมื่อเข้าใจแนวคิดแล้ว มาดูวิธีกำหนดระดับ Stop Loss ที่นิยมใช้กันสามแบบ แต่ละแบบเหมาะกับสไตล์ที่ต่างกัน และคุณสามารถผสมผสานได้

วิธีแรกคือการตั้งตามเปอร์เซ็นต์ (Percentage-based) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ คุณกำหนดว่าจะยอมให้ราคาวิ่งสวนได้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 2% จากจุดเข้า ข้อดีคือเข้าใจง่ายและเป็นระบบ ข้อเสียคือมันไม่สนใจว่าโครงสร้างตลาดเป็นอย่างไร บางครั้ง 2% อาจอยู่กลางโซนที่ราคาแกว่งไปมาตามปกติ ทำให้คุณโดนปิดออเดอร์ทั้งที่แนวโน้มยังไม่เปลี่ยน

วิธีที่สองคือการตั้งตามโครงสร้างราคา (Structure-based) ซึ่งเป็นวิธีที่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์นิยมที่สุด คุณวาง Stop Loss ไว้เลยจุดสำคัญทางเทคนิค เช่น ใต้ swing low ล่าสุดสำหรับออเดอร์ซื้อ หรือเหนือ swing high ล่าสุดสำหรับออเดอร์ขาย แนวคิดคือ ถ้าราคาทะลุระดับเหล่านั้น แปลว่าเรื่องราวที่คุณคาดไว้ผิดจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความผันผวนปกติ วิธีนี้ทำให้ Stop Loss ของคุณมี “เหตุผล” ไม่ใช่แค่ตัวเลข

วิธีที่สามคือการตั้งตามความผันผวน (Volatility-based) โดยใช้อินดิเคเตอร์อย่าง ATR (Average True Range) ที่บอกว่าราคาสินทรัพย์นั้นแกว่งเฉลี่ยวันละเท่าไร แล้ววาง Stop Loss ให้ห่างพอที่จะไม่โดนความผันผวนปกติเขี่ยออก เช่น ตั้งห่าง 1.5 ถึง 2 เท่าของค่า ATR วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหา “โดนล่า Stop” ได้ดี เพราะมันปรับระยะตามนิสัยของสินทรัพย์แต่ละตัวโดยอัตโนมัติ ทองคำที่แกว่งแรงย่อมต้องการระยะ Stop ที่กว้างกว่าคู่เงินที่นิ่งกว่า

จุดร่วมของทั้งสามวิธีคือ ระยะห่างของ Stop Loss จะเป็นตัวกำหนดขนาดออเดอร์เสมอ ยิ่ง Stop กว้าง ออเดอร์ต้องเล็กลง เพื่อให้จำนวนเงินที่เสี่ยงคงเดิม

ตัวอย่างจริง: คำนวณ Stop Loss และขนาดออเดอร์ทีละขั้น

วิธีสังเกต Pattern forex บนกราฟ compressed
ตัวอย่างจริง: คำนวณ Stop Loss และขนาดออเดอร์ทีละขั้น

ทฤษฎีจะชัดขึ้นมากเมื่อเห็นตัวเลขจริง สมมติสถานการณ์นี้

คุณมีทุน 10,000 ดอลลาร์ และตัดสินใจว่าจะเสี่ยงเพียง 1% ต่อไม้ นั่นคือ 100 ดอลลาร์ นี่คือเส้นตายของความเสียหายที่คุณยอมรับได้ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

คุณเห็นคู่เงินหนึ่งกำลังเด้งจากแนวรับที่ราคา 1.1000 คุณจึงตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคานี้ จากนั้นคุณดูกราฟและพบว่า swing low ล่าสุดอยู่ที่ 1.0950 คุณจึงวาง Stop Loss ไว้ที่ 1.0940 เผื่อระยะเล็กน้อยใต้จุดสำคัญ เท่ากับระยะ Stop Loss ของคุณคือ 60 จุด (pips)

ตอนนี้คำถามคือ คุณควรเปิดออเดอร์ขนาดเท่าไร คำตอบมาจากสูตรง่าย ๆ ขนาดออเดอร์ เท่ากับ จำนวนเงินที่เสี่ยง หารด้วย ระยะ Stop Loss นั่นคือ 100 ดอลลาร์ หารด้วย 60 จุด ออกมาเป็นมูลค่าต่อจุดที่ประมาณ 1.67 ดอลลาร์ต่อจุด ซึ่งเทียบเท่ากับการเปิดออเดอร์ราว 0.16 ลอต (lot) สำหรับคู่เงินมาตรฐาน

ผลลัพธ์คือ ถ้าราคาวิ่งลงไปแตะ Stop Loss คุณจะเสียพอดี 100 ดอลลาร์ ไม่มากไปกว่านั้น แต่ถ้าคุณตั้งเป้าทำกำไรที่ระยะ 120 จุด (เป็นสองเท่าของความเสี่ยง หรือ risk-reward 1 ต่อ 2) คุณจะได้กำไร 200 ดอลลาร์เมื่อถูกทาง

ลองคิดดูว่าสิ่งนี้เปลี่ยนเกมอย่างไร ด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 2 คุณสามารถเดาถูกเพียง 4 ใน 10 ครั้ง แล้วยังมีกำไรสุทธิ เพราะ 4 ครั้งที่ชนะให้คุณ 800 ดอลลาร์ ขณะที่ 6 ครั้งที่แพ้เสียเพียง 600 ดอลลาร์ นี่คือพลังที่แท้จริงของ Stop Loss มันไม่ได้แค่จำกัดความเสียหาย แต่มันทำให้คณิตศาสตร์ของการเทรดทั้งระบบเป็นไปได้

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

สาเหตุที่ทำให้พอร์ตแตกบ่อยที่สุด compressed
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

เมื่อรู้วิธีตั้งแล้ว สิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าเร็วที่สุดคือการหลีกเลี่ยงกับดักที่คนส่วนใหญ่ตกซ้ำ ๆ

ความผิดพลาดแรกและร้ายแรงที่สุดคือการเลื่อน Stop Loss ออกไปเมื่อราคาเข้าใกล้ เทรดเดอร์จำนวนมากตั้ง Stop Loss ไว้อย่างดี แต่พอราคาวิ่งเข้าใกล้ ความกลัวการขาดทุนก็เข้าครอบงำ พวกเขาเลื่อน Stop ให้ห่างออกไปเพื่อ “ให้โอกาสอีกนิด” การทำแบบนี้คือการทำลายทั้งระบบบริหารความเสี่ยงในวินาทีเดียว เพราะคุณเปลี่ยนการขาดทุนเล็ก ๆ ที่วางแผนไว้ ให้กลายเป็นการขาดทุนใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ กฎเหล็กคือ คุณเลื่อน Stop Loss ได้เฉพาะในทิศทางที่ลดความเสี่ยงเท่านั้น (เลื่อนตามกำไร) ไม่ใช่เพิ่มความเสี่ยง

ความผิดพลาดที่สองคือการตั้ง Stop Loss แคบเกินไป หลายคนกลัวขาดทุนจนวาง Stop ชิดจุดเข้ามาก ผลคือถูกความผันผวนปกติเขี่ยออกก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง นี่คือสาเหตุที่หลายคนรู้สึกว่า “ตลาดล่า Stop ของฉันโดยเฉพาะ” ทั้งที่จริงแล้วคุณแค่วาง Stop ไว้ในโซนที่ราคาแกว่งตามธรรมชาติอยู่แล้ว

ความผิดพลาดที่สามคือการกำหนดขนาดออเดอร์ก่อนแล้วค่อยยัด Stop Loss เข้าไป ซึ่งกลับหัวกลับหางจากที่ควรเป็น เมื่อคุณล็อกขนาดออเดอร์ไว้ใหญ่เกินไป คุณจะถูกบังคับให้ตั้ง Stop แคบจนไม่สมเหตุสมผล หรือยอมเสี่ยงเกินกว่าที่ควร ลำดับที่ถูกต้องคือ โครงสร้างตลาดบอก Stop ก่อน แล้วความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงกำหนดขนาดออเดอร์ตามมา

ความผิดพลาดที่สี่คือการไม่ตั้ง Stop Loss เลยแล้วใช้ “Stop Loss ในใจ” เทรดเดอร์ที่มั่นใจเกินไปมักบอกว่าจะปิดออเดอร์เองเมื่อถึงจุดที่ตั้งใจ แต่ในความเป็นจริง เมื่อราคาวิ่งถึงจุดนั้นจริง อารมณ์จะเข้ามาแทรกเสมอ Stop Loss ที่อยู่ในระบบจริง ๆ ไม่มีอารมณ์ และไม่ลังเล นั่นคือข้อได้เปรียบทั้งหมดของมัน

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด

เมื่อรู้ทั้งวิธีทำและสิ่งที่ควรเลี่ยงแล้ว นี่คือหลักการที่จะยกระดับการใช้ Stop Loss ของคุณให้เป็นมืออาชีพ

ตั้ง Stop Loss ก่อนเข้าออเดอร์เสมอ ไม่ใช่หลังจากนั้น การตัดสินใจเรื่องความเสี่ยงต้องเกิดขึ้นตอนที่คุณยังไม่มีเงินอยู่ในความเสี่ยง เพราะนั่นคือตอนเดียวที่คุณคิดด้วยเหตุผลล้วน ๆ เมื่อเปิดออเดอร์แล้ว ทุกการตัดสินใจจะถูกบิดเบือนด้วยอารมณ์

ทำให้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่และเล็ก การยึดมั่นที่ 0.5% ถึง 1% ต่อไม้ทำให้คุณอยู่รอดผ่านช่วงขาดทุนติดต่อกันได้ และที่สำคัญ มันทำให้ผลลัพธ์ของคุณขึ้นอยู่กับระบบในระยะยาว ไม่ใช่โชคของไม้ใดไม้หนึ่ง

ผูก Stop Loss เข้ากับเป้าหมายกำไรเสมอ อย่าเข้าออเดอร์ที่คุณไม่รู้ว่ากำไรที่คาดหวังคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ มองหาอัตราส่วน risk-reward อย่างน้อย 1 ต่อ 1.5 หรือดีกว่านั้น เพื่อให้ระบบของคุณมีพื้นที่ทำกำไรแม้อัตราชนะจะไม่สูง

พิจารณาใช้ trailing stop เมื่อออเดอร์เริ่มมีกำไร trailing stop คือ Stop Loss ที่ขยับตามราคาในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับคุณ ช่วยล็อกกำไรที่ได้มาแล้วโดยไม่ตัดโอกาสที่ราคาจะวิ่งต่อ แต่จงเลื่อนมันในทิศทางเดียวเท่านั้น คือทิศที่ลดความเสี่ยงลง

จดบันทึกการเทรดทุกครั้ง บันทึกว่าคุณวาง Stop Loss ไว้ที่ไหนและเพราะอะไร เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเห็นรูปแบบ เช่น Stop ของคุณมักแคบไปในสภาวะตลาดแบบใด หรือคุณมักเผลอเลื่อน Stop ในสถานการณ์ไหน ข้อมูลนี้มีค่ามากกว่าคำแนะนำทั่วไปใด ๆ เพราะมันมาจากพฤติกรรมจริงของคุณเอง

สำหรับผู้ที่เทรดบัญชีทุนสนับสนุน ให้ตั้ง Stop Loss โดยคำนึงถึงเพดานขาดทุนของบัญชีด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อเพดานขาดทุนต่อวันอยู่ที่ 5% คุณควรออกแบบความเสี่ยงรวมของออเดอร์ที่เปิดพร้อมกันให้ต่ำกว่านั้นมาก เพื่อเหลือพื้นที่หายใจ การเสี่ยง 1% ต่อไม้หมายความว่าคุณต้องขาดทุนติดกันถึง 5 ไม้จึงจะชนเพดานวัน ซึ่งให้เวลาคุณหยุดและทบทวนก่อนเสมอ วินัยแบบนี้คือสิ่งที่แยกคนที่รักษาบัญชีไว้ได้ ออกจากคนที่เสียบัญชีในสัปดาห์แรก

ขั้นตอนลงมือทำ: กระบวนการ 5 ขั้นที่ทำซ้ำได้

Forex Factory เวลาไทย ทำงานอย่างไร compressed
ขั้นตอนลงมือทำ: กระบวนการ 5 ขั้นที่ทำซ้ำได้

ทุกอย่างในบทความนี้สรุปลงเป็นกระบวนการที่คุณใช้ได้กับทุกออเดอร์ ตั้งแต่วันนี้

ขั้นที่หนึ่ง กำหนดเงินที่ยอมเสียก่อนเข้าออเดอร์ เลือกเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อไม้ของคุณ เช่น 1% ของทุน แล้วแปลงเป็นจำนวนเงินจริง นี่คือเส้นตายที่ห้ามต่อรอง

ขั้นที่สอง หาจุดที่ไอเดียของคุณจะถือว่าผิด มองกราฟแล้วระบุระดับทางเทคนิคที่ถ้าราคาทะลุไป แปลว่าเหตุผลในการเข้าออเดอร์หายไป นั่นคือตำแหน่งของ Stop Loss

ขั้นที่สาม คำนวณขนาดออเดอร์จากสองข้อบน ใช้สูตร เงินที่เสี่ยง หารด้วย ระยะ Stop Loss เพื่อหาขนาดออเดอร์ที่ทำให้ความเสียหายสูงสุดเท่ากับที่คุณยอมรับพอดี

ขั้นที่สี่ ตรวจสอบอัตราส่วน risk-reward ก่อนกดยืนยันออเดอร์ ถามตัวเองว่ากำไรที่คาดหวังเป็นกี่เท่าของความเสี่ยง ถ้าน้อยกว่า 1.5 เท่า ให้พิจารณาว่าออเดอร์นี้คุ้มที่จะเข้าหรือไม่

ขั้นที่ห้า เข้าออเดอร์ ตั้ง Stop Loss ในระบบจริง แล้วปล่อยให้มันทำงาน อย่าเฝ้าจอเพื่อหาเหตุผลเลื่อน Stop หน้าที่ของคุณจบลงตั้งแต่กดยืนยัน ที่เหลือคือให้วินัยและคณิตศาสตร์ทำงานแทนอารมณ์

บทสรุป

Stop Loss ไม่ใช่สัญญาณว่าคุณคาดหวังจะแพ้ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณวางแผนที่จะอยู่รอด เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่คนที่เดาถูกทุกครั้ง แต่เป็นคนที่ควบคุมความเสียหายของไม้ที่ผิดได้ดีพอ จนกำไรจากไม้ที่ถูกมีโอกาสเติบโต

หัวใจที่อยากให้คุณจำคือ วิธีตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องเริ่มจากการถามว่าคุณยอมเสียเท่าไร ตามด้วยการให้โครงสร้างตลาดบอกว่าควรวางตรงไหน แล้วจึงคำนวณขนาดออเดอร์ตามนั้น เมื่อคุณทำตามลำดับนี้อย่างมีวินัย คุณจะเลิกเป็นเทรดเดอร์ที่ถูกตลาดควบคุม และกลายเป็นคนที่ควบคุมความเสี่ยงของตัวเองได้จริง

ลองนำกระบวนการ 5 ขั้นนี้ไปใช้กับออเดอร์ถัดไปของคุณ เริ่มจากบัญชีทดลองหรือออเดอร์ขนาดเล็กก่อน เพื่อสร้างนิสัยให้การวาง Stop Loss กลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ เพราะในที่สุดแล้ว ความสามารถในการอยู่รอดคือสิ่งที่ทำให้คุณมีโอกาสได้เก่งขึ้นในวันข้างหน้า

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ [email protected] ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form