สรุปครบ! การเทรดมีกี่ประเภท และแต่ละแบบเหมาะกับใคร

Last updated: 12/09/2025

การเทรดมีกี่ประเภท? และแต่ละแบบเหมาะกับใคร? หากคุณเข้าสู่โลกของเทรดเดอร์มืออาชีพจะพบว่าการศึกษาเทคนิคต่าง ๆ ไปจนถึงการเรียนรู้ประเภทการเทรดที่ตอบโจทย์กับสไตล์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสทำผลกำไรให้กับตนเอง

บทความนี้จึงอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจว่าสรุปแล้ว การเทรดคืออะไร การเทรดมีกี่ประเภท และรู้จักกับตลาดเทรดที่ได้รับความนิยม เพื่อเป็นข้อมูลในการลงทุนของทุกคน

การเทรด คืออะไร?

การเทรด คือ การซื้อขายสินทรัพย์ลงทุนทางการเงินภายใต้จุดประสงค์ในการทำกำไรให้กับตนเอง ซึ่งสินทรัพย์ลงทุนที่นิยมในปัจจุบันก็มีด้วยกันหลายแบบ เช่น หุ้น กองทุน ฟอเร็กซ์ ทอง สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ แต่ทั้งนี้ก็มีปัจจัยแวดล้อมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สภาพเศรษฐกิจ การเมือง เทรนด์ผู้บริโภค ฯลฯ นักลงทุนหรือเทรดเดอร์จึงต้องมีความรู้ ทักษะ และเลือกใช้กลยุทธ์อย่างเหมาะสม

การเทรดมีกี่ประเภท?

การเทรดมีกี่ประเภท

คำถามที่นักลงทุนจำนวนมากทั้งมือใหม่หรือคนเทรดมานานแล้วก็ตามมักเกิดขึ้นอยู่เสมอนั่นคือ การเทรดมีกี่ประเภท? โดยสรุปแล้วสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

แบ่งตามระยะเวลาถือครอง

เมื่อรู้แล้วว่าการเทรดมีกี่ประเภท คำถามต่อมาที่นักลงทุนมักถามคือ แต่ละสไตล์ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน? ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญเพื่อให้เลือกได้ตรงกับชีวิตจริงมากที่สุด

เกณฑ์ Scalping Day Trading Swing Trading Position Trading
ระยะเวลาถือครอง วินาที – นาที ไม่เกิน 1 วัน หลายวัน – สัปดาห์ สัปดาห์ – เดือน – ปี
จำนวนออเดอร์ต่อวัน หลายสิบออเดอร์ 2 – 10 ออเดอร์ 1 – 5 ออเดอร์ / สัปดาห์ น้อยมาก (เดือนละ 1 – 3)
เวลาที่ต้องใช้หน้าจอ สูงมาก ต้องเฝ้าตลอด สูง ต้องติดตามทั้งวัน ปานกลาง ดูวันละ 1-2 ครั้ง ต่ำ ดูสัปดาห์ละครั้งได้
ความเครียด สูงมาก สูง ปานกลาง ต่ำ
ความยากสำหรับมือใหม่ ⚠️ ยากมาก ⚠️ ยาก ✅ เริ่มต้นได้ ✅ เหมาะถ้าวิเคราะห์ภาพรวมได้
เครื่องมือวิเคราะห์หลัก Technical (กราฟสั้น) Technical + ข่าว Technical + Fundamental Fundamental เป็นหลัก
เหมาะกับใคร เทรดเดอร์มืออาชีพที่มีเวลาเต็มตัว คนที่ตามข่าวเก่ง ชอบตัดสินใจเร็ว คนมีงานประจำ ไม่ได้ว่างตลอดวัน คนวิเคราะห์เก่ง อดทนรอผลระยะยาว

รูปแบบการเทรดแบ่งตามวิธีการซื้อขาย

จะใช้รูปแบบการเทรด การซื้อขายของเทรดเดอร์เป็นตัวกำหนดประเภทว่ามีแนวทางหรือใช้วิธีไหนในการลงทุนของแต่ละคน แบ่งเป็น

  • Manual Trading (เทรดมือ) ลงมือทำเองจริง ๆ อาศัยประสบการณ์ การวิเคราะห์ หรือปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ เหมาะกับคนที่มีความชำนาญสูง
  • Algorithmic Trading / Trading Robot / Expert Advisor (EA) การใช้โปรแกรมหรือระบบที่ถูกตั้งค่ากลยุทธ์ไว้ช่วยเทรดแทนให้ ซึ่งจะไม่มีเรื่องอารมณ์ขณะเทรดเข้ามาเกี่ยวข้อง ช่วยให้แนวทางที่วางแผนยังคงทำได้ดี เหมาะกับมือใหม่
  • Copy Trading / Social Trading การเทรดตามนักลงทุนที่คุณเชื่อถือหรือคนที่มีประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องสนใจปัจจัยแวดล้อมใด ๆ ทั้งสิ้น เหมาะกับคนเวลาน้อย หรือมือใหม่ที่กล้าเสี่ยง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับก๊อปปี้เทรด

รูปแบบการเทรดแบ่งตามวัตถุประสงค์หรือเครื่องมือทางการเงิน

ประเมินจากวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเทรดเดอร์แต่ละคน รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เข้ามาเป็นตัวช่วย แบ่งเป็น

  • Spot Trading (สปอตเทรด) การซื้อขายตามอัตราตลาดปัจจุบัน รับสินทรัพย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการส่งมอบในอนาคต อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทรดแบบสปอต
  • Futures Trading (เทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) การซื้อขายที่กำหนดราคาไว้วันนี้ แต่มีการจ่ายเงินและส่งมอบสินทรัพย์ในอนาคต จึงเกิดภาระผูกพันระหว่าง 2 ฝ่าย กำไร-ขาดทุนจึงมาจากแนวโน้มราคาที่เปลี่ยนไป
  • Options Trading (เทรดออปชัน) สัญญาสิทธิ มอบสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อสำหรับซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงที่กำหนดราคาไว้ล่วงหน้าแต่อาจไม่ต้องซื้อขายจริงก็ได้
  • CFD Trading (สัญญาต่างตอบแทน) สัญญาซื้อขายส่วนต่าง คือ การซื้อขายตราสารอนุพันธ์แต่ไม่ต้องถือครองสิทธิ์ของสินทรัพย์นั้น กำไรที่เกิดขึ้นมาจากราคามีการเคลื่อนไหว

แนะนำตลาดการเทรด

  • Forex เทรดเดอร์จะนิยมใช้ประเภทการเทรดตามระยะเวลาถือครองเป็นวิธีหลักสำหรับการเทรดฟอเร็กซ์ เหตุเพราะการเปลี่ยนมูลค่าของคู่เงินสามารถเกิดขึ้นได้เสมอจากหลายปัจจัย สามารถประเมินแนวโน้มตามระยะเวลาได้ดี ควบคู่กับการวางระบบเทรด Forex ที่ดี
  • หุ้น สินทรัพย์สุดคลาสสิกที่เทรดเดอร์นิยมนำทุกประเภทการเทรดมาใช้ขึ้นอยู่กับความถนัดหรือสไตล์การเทรดของแต่ละคน ทว่าหากพบเห็นได้บ่อยก็มักอยู่ในประเภทเทรดตามการซื้อขายทั้งเทรดเอง เทรดด้วยระบบออโต้ หรือก็อปปี้เทรดก็ตาม
  • ทอง สินทรัพย์อีกประเภทที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน นิยมใช้ประเภทการเทรดแบบถือครองยาว ๆ และการเทรดตามวัตถุประสงค์หรือเครื่องมือทางการเงิน

ควรเริ่มต้นด้วยสไตล์ไหน? และแบบไหนเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับมือใหม่

หากคุณเพิ่งเริ่มเข้าสู่โลกของการเทรด คำแนะนำตรง ๆ คือ ไม่มีสไตล์ไหนที่ “ง่าย” ในระยะยาว แต่มีสไตล์ที่ เริ่มต้นได้ดีกว่า สำหรับมือใหม่

🟢 Swing Trading — จุดเริ่มต้นที่สมดุลที่สุด

Swing Trading ให้เวลาคิดวิเคราะห์มากกว่า ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน สามารถเรียนรู้ทั้ง Technical Analysis และ Fundamental Analysis ไปพร้อมกันได้ ความเสี่ยงต่อออเดอร์สามารถควบคุมได้ดีกว่า Scalping หรือ Day Trading เหมาะกับคนที่มีงานอื่น หรือยังอยู่ในช่วงฝึกฝน

🟡 Day Trading — เหมาะถ้าคุณพร้อมเรียนรู้อย่างจริงจัง

Day Trading มีโครงสร้างชัดเจน เปิด-ปิดออเดอร์ในวันเดียว ไม่ค้างข้ามคืน ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ข้ามคืน แต่ต้องการวินัยสูงและความเข้าใจเรื่องการอ่านกราฟ

🔴 Scalping — ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่

Scalping ต้องการความเร็วในการตัดสินใจ ควบคุมอารมณ์ได้ในทุกสถานการณ์ และมีระบบที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว หากยังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ความเสี่ยงสะสมจากออเดอร์จำนวนมากต่อวันอาจทำให้ทุนหมดได้เร็ว

สรุปการเทรดมีกี่ประเภท?

การเทรดจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การแบ่งตามระยะเวลาถือครอง แบ่งตามวิธีการซื้อขาย และการเทรดตามวัตถุประสงค์หรือเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกนำไปปรับใช้ได้กับการเทรดในทุกตลาด หาแบบที่เหมาะกับตัวเอง อย่างไรก็ตามหากเป็นมือใหม่มาก ๆ การใช้บัญชีจำลองทดลองเทรดก็เป็นอีกคำตอบที่น่าสนใจ

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทการเทรดอื่น ๆ หรือเทคนิคการเทรดอื่น ๆ ลองเข้ามาดูในเว็บไซต์เราได้เลย WeMasterTrade มั่นใจว่าจะทำให้เทรดเดอร์ทุกคนลงทุนได้อย่างมีคุณภาพ

Chat
Complaint & Review Form