Quantitative Trading เป็นกลยุทธ์การซื้อขายที่ใช้ข้อมูล สถิติ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน

Last updated: 15/06/2026

Quantitative Trading. เป็นรูปแบบการซื้อขายที่อาศัยข้อมูล สถิติ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และอัลกอริทึมในการวิเคราะห์ตลาดและตัดสินใจลงทุน แทนการพึ่งพาความรู้สึกหรือการคาดเดาเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์นี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินโอกาสในการซื้อขายได้อย่างเป็นระบบ ทดสอบประสิทธิภาพของกลยุทธ์ย้อนหลัง และปรับปรุงแผนการลงทุนให้เหมาะกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

Quantitative Trading คืออะไร

Quantitative Trading หรือการเทรดเชิงปริมาณ คือการลงทุนและซื้อขายสินทรัพย์โดยใช้ คณิตศาสตร์ สถิติ และการประมวลผลข้อมูล มาวิเคราะห์ตลาดและสร้างกฎการซื้อขายที่ชัดเจน แทนที่จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกหรือดุลยพินิจล้วน ๆ หัวใจของแนวทางนี้คือการเปลี่ยน “ความคิดของเทรดเดอร์” ให้กลายเป็น “เงื่อนไขที่วัดผลได้” ซึ่งสามารถนำไปทดสอบกับข้อมูลในอดีตและประเมินได้ว่ามีโอกาสกำไรหรือขาดทุนมากน้อยเพียงใด

คำว่า Quant ย่อมาจาก Quantitative Analysis ซึ่งหมายถึงทั้ง “วิธีการ” วิเคราะห์เชิงปริมาณ และ “คน” ที่ใช้วิธีนี้ (เรียกว่า Quants) โดยทั่วไป Quant จะอาศัยทักษะสามด้านผสมกัน ได้แก่ ความเข้าใจตลาดการเงิน ความรู้ทางสถิติ และการเขียนโปรแกรม เพื่อออกแบบระบบเทรดที่ทำงานบนข้อมูลจริง

จุดที่ทำให้ Quantitative Trading ต่างจากการเทรดทั่วไปอย่างชัดเจน คือกระบวนการ Design & Backtest หรือการออกแบบระบบแล้วทดสอบย้อนหลังอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ใช่แค่การลากเส้นบนกราฟแล้วตัดสินใจเอง พูดง่าย ๆ ว่าคนที่เป็น Quant จะต้องใช้ระบบเทรดเสมอ แต่คนที่ใช้ระบบเทรดไม่จำเป็นต้องเป็น Quant ทุกคน สิ่งที่บอกความแตกต่างได้ดีที่สุดคือการ “เขียนโค้ด” และ “ทดสอบระบบ” อย่างมีหลักการ

Quantitative Trading ต่างจากการเทรดแบบดั้งเดิมอย่างไร

Quantitative Trading ต่างจากการเทรดแบบดั้งเดิมอย่างไร compressed
Quantitative Trading ต่างจากการเทรดแบบดั้งเดิมอย่างไร

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการเทรดแบบใช้ดุลยพินิจ (Discretionary Trading) คือดูกราฟ ข่าว หรือปัจจัยพื้นฐาน แล้วตัดสินใจซื้อขายด้วยประสบการณ์ของตนเอง วิธีนี้ยืดหยุ่นแต่พึ่งพาอารมณ์และความสม่ำเสมอของคนเป็นอย่างมาก ในขณะที่ Quantitative Trading พยายามถอดอารมณ์ออกจากสมการ และใช้กฎที่ทดสอบแล้วเป็นตัวตัดสินใจแทน

ประเด็น การเทรดแบบดั้งเดิม (Discretionary) Quantitative Trading
การตัดสินใจ อาศัยดุลยพินิจและประสบการณ์ อาศัยกฎและโมเดลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
การวัดผล วัดได้ยาก มักอิงความรู้สึก วัดผลได้ด้วยสถิติและการ Backtest
อารมณ์ มีผลต่อการตัดสินใจสูง ลดผลกระทบจากอารมณ์ ความโลภและความกลัว
ความสม่ำเสมอ ขึ้นกับสภาพจิตใจของผู้เทรด ทำซ้ำได้คงเส้นคงวาตามเงื่อนไข
ทักษะที่ต้องใช้ การอ่านกราฟ/พื้นฐาน สถิติ การเขียนโปรแกรม และการจัดการข้อมูล

ข้อดีของแนวทางเชิงปริมาณคือช่วยให้เรารู้ “ก่อนเทรดจริง” ว่ากลยุทธ์มีพฤติกรรมอย่างไร เคยขาดทุนต่อเนื่องมากแค่ไหน และเหมาะกับนิสัยการลงทุนของเราหรือไม่ แทนที่จะต้องเสียเงินจริงไปเรียนรู้ทีละครั้ง

องค์ประกอบหลักของระบบ Quantitative Trading

ระบบเทรดเชิงปริมาณที่สมบูรณ์มักประกอบด้วยส่วนสำคัญต่อไปนี้ ซึ่งทำงานต่อเนื่องกันเป็นวงจร

  • ข้อมูล (Data): ข้อมูลราคา ปริมาณการซื้อขาย หรือปัจจัยพื้นฐานย้อนหลัง ยิ่งข้อมูลสะอาดและครอบคลุมหลายสภาพตลาดมากเท่าไร ผลการทดสอบก็ยิ่งน่าเชื่อถือ
  • กฎซื้อขาย (Strategy & Rules): เงื่อนไขเข้าและออกที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เช่น “ซื้อเมื่อเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเหนือระยะยาว” เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจได้
  • โค้ดและอัลกอริทึม (Code & Algorithm): การแปลงกฎจากความคิดของคนให้เป็นคำสั่งที่โปรแกรมประมวลผลได้ มักเขียนด้วยภาษาอย่าง Python, R หรือภาษาเฉพาะของแพลตฟอร์ม
  • การทดสอบย้อนหลัง (Backtest): การจำลองการเทรดของระบบบนข้อมูลในอดีต เพื่อประเมินผลตอบแทน ความเสี่ยง และช่วงขาดทุน (Drawdown)
  • การบริหารเงินและความเสี่ยง (Money & Risk Management): กำหนดขนาดการลงทุนต่อไม้ จุดตัดขาดทุน และเพดานความเสี่ยงของพอร์ต
  • การส่งคำสั่งและติดตามผล (Execution & Monitoring): การนำระบบไปใช้จริง พร้อมเฝ้าดูว่าผลลัพธ์จริงสอดคล้องกับที่ทดสอบไว้หรือไม่ แล้วปรับสมมุติฐานให้สมจริงขึ้น

ในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมด การ Backtest ถือเป็นขั้นตอนที่ทำให้ Quantitative Trading แตกต่างจากการเดาสุ่ม เพราะมันเปลี่ยนคำถามว่า “กลยุทธ์นี้น่าจะดีไหม” ให้กลายเป็น “กลยุทธ์นี้ให้ผลอย่างไรเมื่อทดสอบกับข้อมูลหลายปี”

กลยุทธ์ Quantitative Trading ยอดนิยมสำหรับมือใหม่

กลยุทธ์ Quantitative Trading ยอดนิยมสำหรับมือใหม่ compressed
กลยุทธ์ Quantitative Trading ยอดนิยมสำหรับมือใหม่

กลยุทธ์เชิงปริมาณส่วนใหญ่เริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้ทำความเข้าใจกลุ่มกลยุทธ์พื้นฐานเหล่านี้

Moving Average Crossover

ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น (ระยะสั้นและระยะยาว) เมื่อเส้นระยะสั้นตัดขึ้นเหนือเส้นระยะยาวอาจตีความเป็นสัญญาณแนวโน้มขาขึ้น และตัดลงเป็นสัญญาณแนวโน้มขาลง เป็นกลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend Following) ที่เข้าใจง่ายและเขียนเป็นกฎได้ชัดเจน

Mean Reversion

ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าราคาที่เคลื่อนออกจากค่าเฉลี่ยมากเกินไปมักมีแนวโน้มกลับเข้าหาค่าเฉลี่ย ระบบจะมองหาภาวะ “ซื้อมากเกินไป” หรือ “ขายมากเกินไป” แล้วเข้าเทรดสวนเพื่อจับการกลับตัวของราคา

Pair Trading

เป็นการจับคู่สินทรัพย์สองตัวที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กันในอดีต เมื่อส่วนต่างของราคาผิดปกติ ระบบจะซื้อตัวที่อ่อนกว่าและขายตัวที่แข็งกว่า โดยคาดว่าความสัมพันธ์จะกลับสู่ภาวะปกติ จัดเป็นกลยุทธ์ที่เน้นความเป็นกลางต่อทิศทางตลาด

Momentum / Trend Following

อาศัยแนวคิดว่าสินทรัพย์ที่กำลังปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งมักเคลื่อนต่อไปในทิศทางเดิมระยะหนึ่ง ระบบจะคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีโมเมนตัมดีและถือตามแนวโน้มจนกว่าสัญญาณจะอ่อนลง

ทุกกลยุทธ์ข้างต้นเป็นเพียง “หลักการประกอบการวิเคราะห์” ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขายทันที และไม่มีกลยุทธ์ใดที่ได้กำไรในทุกสภาพตลาด สิ่งสำคัญคือต้องนำไป Backtest และปรับให้เข้ากับสินทรัพย์และกรอบเวลาที่ตั้งใจเทรด

ขั้นตอนเริ่มต้นทำ Quantitative Trading สำหรับมือใหม่

หากต้องการเริ่มต้นแบบเป็นระบบ สามารถไล่ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ตั้งสมมุติฐานและกฎที่ชัดเจน: เริ่มจากไอเดียง่าย ๆ ที่อธิบายเป็นเงื่อนไขเข้า–ออกได้ ไม่ทิ้งความคลุมเครือ
  • เลือกตลาดและกรอบเวลา: เลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องดี และรวบรวมข้อมูลย้อนหลังให้ครอบคลุมหลายสภาวะตลาด
  • เขียนกฎเป็นโค้ด: แปลงเงื่อนไขเป็นโปรแกรม เพื่อให้ทดสอบซ้ำได้อย่างเป็นกลาง
  • Backtest และอ่านผลให้เป็น: ดูทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง อัตราชนะ และที่สำคัญคือช่วง Drawdown ว่าคุณรับไหวหรือไม่
  • ทดสอบความทนทาน: ลองวิธีอย่าง Walk Forward Analysis หรือการทดสอบกับช่วงเวลาที่ไม่เคยใช้ปรับระบบ เพื่อลดปัญหาการ Overfitting
  • ทดลองด้วยพอร์ตจำลองหรือเงินจำนวนน้อย: ก่อนใช้เงินจริงเต็มรูปแบบ เพื่อดูว่าผลจริงใกล้เคียงกับที่ทดสอบหรือไม่
  • ติดตามและปรับปรุง: เฝ้าดูผลจริง ปรับสมมุติฐานให้สมจริง และพัฒนาต่อเนื่องเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน

เครื่องมือและทักษะที่ควรมี

เครื่องมือและทักษะที่ควรมี compressed
เครื่องมือและทักษะที่ควรมี

ผู้ที่อยากทำ Quantitative Trading อย่างจริงจังควรค่อย ๆ สะสมทักษะและเครื่องมือดังนี้

  • การเขียนโปรแกรม: ภาษายอดนิยมในวงการ Quant ได้แก่ Python และ R ส่วนผู้ที่เทรดบน TradingView มักเริ่มจาก Pine Script
  • ความรู้สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล: โดยเฉพาะการวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time Series) ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาพฤติกรรมราคา
  • ซอฟต์แวร์สำหรับ Backtest: เช่น โปรแกรมเฉพาะทางอย่าง AmiBroker หรือไลบรารีบน Python ที่ใช้จำลองการเทรด
  • ความเข้าใจตลาดและการบริหารความเสี่ยง: ความรู้ด้านการเงินและการจัดการพอร์ตยังจำเป็นเสมอ เพราะโมเดลที่ดีจะไร้ความหมายหากบริหารความเสี่ยงไม่เป็น

ข่าวดีคือมือใหม่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้านตั้งแต่วันแรก สามารถเริ่มจากกลยุทธ์ง่าย ๆ และเครื่องมือที่ช่วยลดการเขียนโค้ด แล้วค่อยพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมและสถิติควบคู่กันไป

ข้อดีและข้อจำกัดของ Quantitative Trading

เช่นเดียวกับทุกแนวทาง การเทรดเชิงปริมาณมีทั้งจุดแข็งและข้อควรระวังที่ต้องเข้าใจก่อนเริ่ม

ข้อดี ข้อจำกัด
ตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ลดอคติและอารมณ์ ต้องใช้ทักษะการเขียนโปรแกรมและสถิติพอสมควร
วัดผลและทดสอบได้ก่อนใช้เงินจริง ผล Backtest อิงข้อมูลอดีต ไม่การันตีอนาคต
ทำซ้ำได้คงเส้นคงวา ลดความลำเอียง เสี่ยง Overfitting หากปรับระบบให้เข้ากับอดีตมากเกินไป
ขยายไปสู่ระบบอัตโนมัติได้ อาจเกิดสัญญาณหลอกในตลาดที่ผันผวนหรือออกข้าง

สิ่งที่ควรย้ำเสมอคือ Quantitative Trading เป็นเครื่องมือประกอบการวิเคราะห์และการตัดสินใจ ไม่ใช่สูตรลับที่รับประกันกำไร การบริหารความเสี่ยงและการทดสอบอย่างซื่อสัตย์ต่อข้อมูลยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Quantitative Trading

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Quantitative Trading compressed 1
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Quantitative Trading

Quantitative Trading เหมาะกับมือใหม่ไหม

เหมาะ หากเริ่มจากกลยุทธ์ง่าย ๆ และเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อน มือใหม่ได้ประโยชน์จากการคิดเป็นระบบและการทดสอบก่อนเสียเงินจริง เพียงแต่ต้องอดทนเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมและสถิติไปทีละน้อย

ต้องเขียนโปรแกรมเป็นไหมถึงจะทำได้

การเขียนโปรแกรมช่วยให้ทำได้เต็มศักยภาพ เพราะการแปลงกฎเป็นโค้ดคือสิ่งที่ทำให้ Backtest ได้อย่างเป็นกลาง แต่ก็มีแพลตฟอร์มที่ช่วยลดการเขียนโค้ดสำหรับผู้เริ่มต้น ก่อนจะต่อยอดไปสู่ Python หรือ R

Quantitative Trading ต่างจาก Algorithmic Trading และ Robot/AI Trading อย่างไร

Quantitative Trading เน้นที่ “วิธีคิดเชิงปริมาณ” ในการออกแบบและทดสอบกลยุทธ์ ส่วน Algorithmic Trading เน้น “การส่งคำสั่งอัตโนมัติ” ตามกฎ ขณะที่ Robot หรือ AI Trading เป็นการนำระบบไปทำงานเองและอาจใช้ Machine Learning ต่อยอด ทั้งหมดเกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป

การ Backtest การันตีว่าจะกำไรในอนาคตไหม

ไม่การันตี การ Backtest บอกได้แค่ว่าระบบเคยทำงานอย่างไรกับข้อมูลในอดีต ตลาดในอนาคตอาจเปลี่ยนไป และยังมีปัจจัยอย่างค่าธรรมเนียม สภาพคล่อง และอารมณ์ของผู้เทรดจริงที่การทดสอบจำลองได้ไม่สมบูรณ์ จึงควรใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงเสมอ

สรุป

Quantitative Trading เป็นแนวทางการเทรดที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความเป็นระบบในการตัดสินใจลงทุน ด้วยการใช้ข้อมูลและแบบจำลองเชิงปริมาณ นักลงทุนสามารถลดผลกระทบจากอารมณ์ วิเคราะห์โอกาสในตลาดได้รวดเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากใช้งานร่วมกับการทดสอบกลยุทธ์ การจัดการเงินทุน และการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง Quantitative Trading จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทำกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ [email protected] ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form