Speed up MetaTrader performance เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการให้แพลตฟอร์มทำงานได้อย่างราบรื่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อโปรแกรมทำงานช้าหรือเกิดอาการค้าง อาจส่งผลต่อการวิเคราะห์กราฟ การส่งคำสั่งซื้อขาย และประสิทธิภาพโดยรวมของการเทรด การเรียนรู้วิธีเพิ่มความเร็วและปรับแต่ง MetaTrader อย่างเหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานและลดความเสี่ยงที่เกิดจากปัญหาทางเทคนิค
- VPS for MT5: คู่มือฉบับสมบูรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดอัตโนมัติ
- MT5 Mobile App Overview: Features, Benefits and How to Use It
- How to Place MT5 Orders: คู่มือการส่งคำสั่งซื้อขายบน MT5 สำหรับผู้เริ่มต้น
- Reasons for Order Rejections: ทำไมคำสั่งซื้อขายของคุณถูกปฏิเสธ และวิธีแก้ไขทันที
ทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้น?
ก่อนจะแก้ เราต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรทำให้ MetaTrader ช้าลง เพราะถ้าแก้ไม่ตรงจุด ทำไปเท่าไหร่มันก็จะกลับมาช้าอีก จากประสบการณ์ที่เจอบ่อยที่สุด สาเหตุหลักมีอยู่สามกลุ่มใหญ่ ๆ
สาเหตุที่ 1: Indicator และ Expert Advisor มากเกินไป
นี่คือตัวการอันดับหนึ่งเลยครับ เทรดเดอร์หลายคนชอบเปิดอินดิเคเตอร์ซ้อนกันเต็มกราฟ ทั้ง Moving Average หลายเส้น, RSI, MACD, Bollinger Bands, อินดิเคเตอร์ custom ที่โหลดมาจากเน็ต บางตัวเขียนโค้ดมาไม่ดี มีการคำนวณซ้ำทุก ๆ tick ที่ราคาขยับ
ลองคิดดูว่าในช่วงข่าวแรง ราคา XAUUSD อาจขยับเป็นร้อย tick ต่อวินาที ถ้าคุณมีอินดิเคเตอร์ที่ต้องคำนวณใหม่ทุก tick อยู่ 10 ตัว บนกราฟ 8 หน้าต่างพร้อมกัน นั่นคือการคำนวณมหาศาลที่ CPU ต้องประมวลผล โปรแกรมก็เลยหน่วงเป็นธรรมดา ยิ่งถ้าเปิด EA ที่สแกนหลายคู่เงินพร้อมกันด้วย ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก
สาเหตุที่ 2: ข้อมูลกราฟและ History สะสมจนล้น
MetaTrader เก็บข้อมูลราคาย้อนหลังไว้ในเครื่องเพื่อวาดกราฟ ยิ่งคุณใช้นานเท่าไหร่ ไฟล์เหล่านี้ก็ยิ่งสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณตั้งค่า “Max bars in chart” ไว้สูงมาก ๆ หรือไว้แบบ Unlimited โปรแกรมจะพยายามโหลดแท่งเทียนเป็นแสนเป็นล้านแท่งเข้าหน่วยความจำ ซึ่งกิน RAM อย่างมหาศาลโดยที่คุณแทบไม่ได้ใช้ข้อมูลเก่าขนาดนั้นเลย
นอกจากนี้ ไฟล์ Log ที่บันทึกทุกการกระทำ และโฟลเดอร์ที่เก็บข้อมูลชั่วคราว ก็พองตัวขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นภาระที่ฉุดให้ทั้งระบบช้าลง
สาเหตุที่ 3: ทรัพยากรเครื่องและการเชื่อมต่อไม่เพียงพอ
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ MetaTrader โดยตรง แต่อยู่ที่เครื่องของคุณเอง RAM เต็มเพราะเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน ทั้งเบราว์เซอร์ที่เปิด 30 แท็บ, โปรแกรมแชต, YouTube ที่เปิดทิ้งไว้ ทุกอย่างแย่งทรัพยากรกับ MetaTrader
อีกประเด็นที่คนมองข้ามคือ “การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระยะทางไปยังเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์” ถ้าเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์อยู่ที่ลอนดอนหรือนิวยอร์ก แต่คุณเทรดจากไทยผ่าน WiFi บ้าน ความหน่วง (latency) ในการส่งคำสั่งอาจสูงถึง 200-300 มิลลิวินาที ซึ่งในจังหวะที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว แค่เสี้ยววินาทีนี้ก็ทำให้เกิด requote หรือ slippage ได้
เมื่อเข้าใจสามสาเหตุนี้แล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่า จะรู้ได้ยังไงว่าเครื่องของคุณกำลังมีปัญหาอยู่จริง

สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังเจอปัญหานี้
หลายคนชินกับความช้าจนคิดว่ามันปกติ ทั้งที่จริง ๆ มันไม่ควรเป็นแบบนั้น ลองเช็กดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้กี่ข้อ
อย่างแรกคือ กราฟกระตุกหรือวาดช้าเวลาเลื่อนดูย้อนหลัง พอคุณลากกราฟไปดูข้อมูลเก่า แท่งเทียนค่อย ๆ โผล่มาทีละส่วนแทนที่จะขึ้นมาทันที นี่คือสัญญาณว่าโปรแกรมกำลังประมวลผลหนักเกินไป
อย่างที่สองคือ เปิดออเดอร์แล้วหน้าต่างขึ้นช้า กดปุ่ม New Order แล้วต้องรอ 2-3 วินาทีกว่าหน้าต่างจะเด้งขึ้นมา หรือกดยืนยันแล้วค้างไปแป๊บนึง อันนี้อันตรายมากสำหรับการเทรดข่าว
อย่างที่สามคือ ขึ้นข้อความ requote หรือ off quotes บ่อย ๆ ทุกครั้งที่คุณส่งคำสั่งแล้วได้ข้อความว่าราคาเปลี่ยนไปแล้ว ให้ยืนยันใหม่ นั่นมักเป็นผลพวงจากความหน่วงในการส่งคำสั่ง
อย่างที่สี่คือ สังเกตว่ามุมขวาล่างของ MetaTrader ขึ้นตัวเลขที่ผิดปกติ ตรงนั้นจะแสดง ping ไปยังเซิร์ฟเวอร์ ถ้าเห็นเป็นสีแดงหรือตัวเลขสูง ๆ บ่อย ๆ แสดงว่าการเชื่อมต่อมีปัญหา
และอย่างสุดท้ายที่ชัดที่สุดคือ เปิด Task Manager แล้วเห็น MetaTrader กิน CPU หรือ RAM สูงผิดปกติ เช่น กิน RAM เป็นพัน ๆ MB หรือ CPU พุ่งไป 40-50% ตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ไม่ต้องกังวลครับ เพราะต่อไปนี้คือวิธีแก้แบบเป็นขั้นเป็นตอนที่ทำตามได้เลย
วิธีแก้ปัญหา Speed Up MetaTrader Performance แบบทำตามได้ทันที

ผมจะแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน เรียงจากสิ่งที่ทำง่ายและเห็นผลเร็วที่สุด ไปจนถึงการตั้งค่าเชิงลึก แนะนำให้ทำทีละขั้น แล้วลองสังเกตผลก่อนไปขั้นต่อไป จะได้รู้ว่าอะไรช่วยได้มากที่สุดสำหรับเครื่องของคุณ
ขั้นตอนที่ 1: ลดภาระบนกราฟและปิดสิ่งที่ไม่ได้ใช้
เริ่มจากจุดที่หนักที่สุดก่อน นั่นคืออินดิเคเตอร์และจำนวนกราฟ ให้ถามตัวเองตรง ๆ ว่าอินดิเคเตอร์ทุกตัวบนกราฟ คุณใช้ตัดสินใจเทรดจริง ๆ กี่ตัว ส่วนใหญ่คำตอบคือ 2-3 ตัวเท่านั้น ที่เหลือคือของที่เปิดไว้ “เผื่อ” แต่ไม่เคยดู
ลบอินดิเคเตอร์ที่ไม่ได้ใช้ออกให้หมด โดยคลิกขวาบนกราฟ เลือก Indicators List แล้วลบตัวที่ไม่จำเป็น จากนั้นปิดหน้าต่างกราฟของคู่เงินที่คุณไม่ได้เทรดในช่วงนั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ 15 หน้าต่างพร้อมกัน เปิดเฉพาะคู่ที่กำลังโฟกัสจริง ๆ 3-4 คู่ก็พอ
ส่วนใครที่รันหลาย EA ให้ปิดตัวที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ออก โดยเฉพาะ EA ฟรีที่โหลดมาทดลองแล้วลืมปิด เพราะมันยังคงทำงานเบื้องหลังและกินทรัพยากรอยู่
ตัวอย่างจริง เทรดเดอร์คนหนึ่งในชุมชนของเราเคยบ่นว่า MT5 ค้างตลอด พอเข้าไปดูพบว่าเปิดกราฟไว้ 22 หน้าต่าง แต่ละหน้ามีอินดิเคเตอร์เฉลี่ย 6 ตัว พอลดเหลือ 4 กราฟกับอินดิเคเตอร์ที่ใช้จริง อาการค้างหายไปทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เลย
ขั้นตอนที่ 2: ตั้งค่า Max Bars และล้างข้อมูลเก่า
ขั้นนี้คือการลดภาระหน่วยความจำที่คนมักมองข้าม ไปที่เมนู Tools แล้วเลือก Options จากนั้นไปที่แท็บ Charts มองหาช่อง “Max bars in chart” ถ้าตั้งไว้เป็น Unlimited หรือตัวเลขสูงมาก ให้เปลี่ยนเป็นค่าที่เหมาะสม เช่น 50,000 หรือ 100,000 แท่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์เกือบทุกแบบ แต่กิน RAM น้อยลงอย่างมาก
ใน MT4 จะมีทั้ง “Max bars in history” และ “Max bars in chart” ให้ตั้งทั้งสองช่อง ส่วน MT5 หลักการคล้ายกัน หลังจากเปลี่ยนค่า ให้ปิดแล้วเปิดโปรแกรมใหม่เพื่อให้มีผล
ถัดมาคือการล้างไฟล์ Log และข้อมูลชั่วคราว ที่แท็บ Charts เดียวกัน ให้ลดจำนวนวันเก็บ log ลง หรือเข้าไปที่โฟลเดอร์ติดตั้ง MetaTrader (เปิดผ่านเมนู File แล้วเลือก Open Data Folder) แล้วลบไฟล์ในโฟลเดอร์ logs ที่เก่าเกินหนึ่งเดือนออก ข้อมูลพวกนี้ไม่มีผลต่อการเทรดและการตั้งค่าของคุณ
ขั้นตอนที่ 3: จัดการทรัพยากรเครื่องและปิดโปรแกรมแย่งทรัพยากร
ตอนนี้หันมาดูที่ตัวเครื่องบ้าง เปิด Task Manager ขึ้นมา (กด Ctrl+Shift+Esc บน Windows) ดูว่ามีโปรแกรมอะไรกิน RAM และ CPU สูงบ้าง ปิดสิ่งที่ไม่จำเป็นในช่วงเทรด โดยเฉพาะเบราว์เซอร์ที่เปิดหลายแท็บ โปรแกรมสตรีมมิ่ง และแอปอัปเดตที่ทำงานเบื้องหลัง
ตั้งค่าให้ MetaTrader มีลำดับความสำคัญในการใช้ทรัพยากรสูงขึ้นก็ช่วยได้ โดยคลิกขวาที่ MetaTrader ใน Task Manager แล้วตั้ง Priority เป็น High (แต่ระวังอย่าตั้ง Realtime เพราะอาจทำให้ระบบไม่เสถียร)
อีกเรื่องที่สำคัญคือ ปิดเสียงแจ้งเตือนและ pop-up ที่ไม่จำเป็นในโปรแกรม รวมถึงปิด Market Watch ของสัญลักษณ์ที่ไม่ได้ใช้ เพราะ MetaTrader จะดึงราคาแบบเรียลไทม์ของทุกสัญลักษณ์ที่เปิดอยู่ใน Market Watch ยิ่งเปิดเยอะ ยิ่งกินแบนด์วิดท์และทรัพยากร ให้คลิกขวาใน Market Watch เลือก Hide All แล้วเปิดเฉพาะคู่ที่คุณเทรดจริง
ขั้นตอนที่ 4: แก้ปัญหาที่ต้นตอด้วย VPS หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ขึ้น
ถ้าทำสามขั้นแรกแล้วยังรู้สึกว่าการส่งคำสั่งช้า มี requote บ่อย โดยเฉพาะตอนข่าว ปัญหาอาจอยู่ที่การเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคุณกับเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ ทางออกที่ตรงจุดที่สุดคือการใช้ Forex VPS
VPS คือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ใกล้เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์มาก ทำให้ความหน่วงในการส่งคำสั่งลดลงจากหลักร้อยมิลลิวินาที เหลือเพียงไม่กี่มิลลิวินาที คุณรัน MetaTrader บน VPS แล้วรีโมตเข้าไปดูจากเครื่องของคุณ ข้อดีคือ EA จะทำงานต่อเนื่องแม้คุณปิดคอมพิวเตอร์ที่บ้าน และความเร็วในการส่งออเดอร์จะดีขึ้นชัดเจน
ก่อนเลือก VPS ให้เช็กว่าเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ของคุณตั้งอยู่ที่ไหน (ดูได้จากชื่อเซิร์ฟเวอร์ที่ล็อกอิน) แล้วเลือก VPS ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ถ้าโบรกเกอร์อยู่ลอนดอน ก็เลือก VPS โซนลอนดอน วิธีนี้ให้ผลดีกว่าการเลือก VPS ที่อยู่ใกล้บ้านคุณเสียอีก
ถ้าคุณยังไม่อยากลงทุน VPS อย่างน้อยให้เทรดผ่านสาย LAN แทน WiFi และหลีกเลี่ยงการใช้เน็ตมือถือในจังหวะข่าวสำคัญ เพราะความเสถียรต่างกันมาก
ทำครบทั้งสี่ขั้นแล้ว เครื่องส่วนใหญ่จะกลับมาลื่นเหมือนใหม่ แต่ก่อนจะจบ มีข้อผิดพลาดบางอย่างที่ผมเห็นเทรดเดอร์ทำซ้ำ ๆ จนยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง อยากเตือนไว้สักหน่อย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและควรหลีกเลี่ยง

ข้อผิดพลาดแรกที่เจอบ่อยที่สุดคือ การโหลดอินดิเคเตอร์และ EA จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หลายคนเห็นว่าฟรีก็โหลดมาใช้โดยไม่รู้ว่าโค้ดข้างในเขียนมาแย่ คำนวณซ้ำซ้อน หรือบางตัวแอบทำงานเบื้องหลังในแบบที่ไม่ควร นอกจากจะทำให้เครื่องช้าแล้ว ยังเสี่ยงด้านความปลอดภัยอีกด้วย ใช้เฉพาะเครื่องมือจากแหล่งที่ไว้ใจได้เท่านั้น
ข้อผิดพลาดที่สองคือ การล้างไฟล์มั่วโดยไม่เข้าใจ บางคนพอได้ยินว่าให้ลบไฟล์เก่า ก็เข้าไปลบทุกอย่างในโฟลเดอร์ MetaTrader รวมถึงไฟล์ตั้งค่า เทมเพลต และโปรไฟล์ที่ตั้งไว้ ผลคือต้องมานั่งตั้งค่าใหม่หมด ให้ลบเฉพาะไฟล์ในโฟลเดอร์ logs และไฟล์ชั่วคราวเท่านั้น อย่าแตะโฟลเดอร์ที่ชื่อ config, templates หรือ profiles
ข้อผิดพลาดที่สามคือ การคิดว่าซื้อคอมพิวเตอร์แรง ๆ แล้วจบ จริงอยู่ว่าเครื่องแรงช่วยได้ แต่ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ คือยังเปิดอินดิเคเตอร์รก ๆ และเชื่อมต่อผ่านเน็ตที่หน่วง สุดท้ายเครื่องแพงแค่ไหนก็ยังเจอ slippage อยู่ดี เพราะคอขวดอยู่ที่การเชื่อมต่อ ไม่ใช่ที่ความเร็วในการคำนวณ
ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือ การปิดอัปเดต MetaTrader บางคนรำคาญที่โปรแกรมเด้งให้อัปเดต เลยปิดไปเลย ทั้งที่การอัปเดตหลายครั้งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและแก้บั๊กที่ทำให้ช้า การใช้เวอร์ชันเก่าค้างไว้นาน ๆ จึงอาจเป็นต้นเหตุที่คุณมองข้าม
หลีกเลี่ยงสี่ข้อนี้ได้ คุณก็เดินมาถูกทางแล้ว ทีนี้สำหรับคนที่อยากรีดประสิทธิภาพให้สุด ๆ ผมมีเทคนิคขั้นสูงมาฝากเพิ่ม
เทคนิคขั้นสูงในการรีดประสิทธิภาพ
สำหรับคนที่ผ่านพื้นฐานมาแล้วและอยากได้ความเร็วระดับมืออาชีพ ลองเทคนิคเหล่านี้
อย่างแรก ลดการใช้กราฟ Timeframe เล็กเกินจำเป็น การเปิดกราฟ M1 หรือ tick chart หลายตัวพร้อมกันกินทรัพยากรมากกว่ากราฟ Timeframe ใหญ่ เพราะข้อมูลอัปเดตถี่กว่ามาก ถ้าไม่ได้สแกลปิ้งจริง ๆ ใช้ M5 หรือ M15 เป็นหลักจะเบากว่า
อย่างที่สอง แยกโปรไฟล์การทำงานตามสไตล์เทรด สร้างโปรไฟล์หนึ่งสำหรับวิเคราะห์ที่มีอินดิเคเตอร์ครบ และอีกโปรไฟล์สำหรับลงมือเทรดจริงที่มีเฉพาะกราฟกับอินดิเคเตอร์ที่ใช้ตัดสินใจ พอจะเข้าออเดอร์ก็สลับมาโปรไฟล์เบา ๆ ทำให้ตอนเทรดจริงเครื่องลื่นที่สุด
อย่างที่สาม ปิดฟีเจอร์ News และ Mailbox ที่ไม่ได้ใช้ MetaTrader มีระบบดึงข่าวและกล่องข้อความในตัว ถ้าคุณไม่ได้ใช้ ปิดทิ้งใน Options จะช่วยลดการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น
อย่างที่สี่ ตั้ง MetaTrader ให้เปิดเฉพาะที่จำเป็นตอนบูตเครื่อง อย่าให้มันเปิดหลายอินสแตนซ์พร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ บางคนเผลอเปิด MT4 และ MT5 หลายหน้าต่างซ้อนกัน ทั้งที่ใช้จริงแค่อันเดียว
และเทคนิคสุดท้ายสำหรับคนเทรดบัญชี Prop Firm โดยเฉพาะ คือ ทดสอบความเร็วการส่งคำสั่งในสภาวะข่าวจริงด้วยลอตเล็ก ๆ ก่อน ก่อนจะเทรดข่าวด้วยลอตใหญ่ในบัญชี Challenge ลองส่งออเดอร์เล็ก ๆ ในจังหวะข่าวเพื่อดูว่าระบบและการเชื่อมต่อของคุณรับมือได้ไหม จะได้ไม่เสี่ยงทำผิดกฎหรือเสียโอกาสตอนของจริง
มาถึงตรงนี้ คุณน่าจะมีเครื่องมือครบมือแล้ว ผมรวบรวมคำถามที่เทรดเดอร์ถามบ่อยมาตอบเพิ่มเติมไว้ด้านล่าง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ทำตามทุกขั้นแล้ว MetaTrader ยังช้าอยู่ ควรทำยังไงต่อ?
ตอบ: ลองถอนการติดตั้งแล้วติดตั้งใหม่จากเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์ บางครั้งไฟล์โปรแกรมเสียหายจากการใช้งานนาน ๆ การติดตั้งใหม่บนเวอร์ชันล่าสุดช่วยแก้ปัญหาที่ฝังลึกได้ อย่าลืมสำรองเทมเพลตและโปรไฟล์ก่อน
ถาม: VPS จำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ทุกคนไหม?
ตอบ: ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ถ้าคุณเทรดด้วยมือใน Timeframe ใหญ่และเน็ตที่บ้านเสถียร ก็อาจไม่ต้องใช้ แต่ถ้าคุณรัน EA, เทรดข่าว, หรือเทรดบัญชี Prop Firm ที่ต้องการความเร็วและความต่อเนื่อง VPS จะคุ้มค่ามาก
ถาม: MT4 กับ MT5 อันไหนกินทรัพยากรมากกว่ากัน?
ตอบ: โดยทั่วไป MT5 ใช้สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยกว่าและจัดการหลายคู่เงินได้ดีกว่า แต่ก็อาจกิน RAM มากกว่าในบางกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟและอินดิเคเตอร์ที่คุณเปิดมากกว่าตัวแพลตฟอร์มเอง การจัดการให้ดีทั้งสองเวอร์ชันสำคัญกว่าการเลือกว่าใช้ตัวไหน
ถาม: ตั้ง Max bars in chart ต่ำเกินไปจะมีผลเสียไหม?
ตอบ: ถ้าตั้งต่ำมากเกินไป เช่น ไม่กี่พันแท่ง คุณอาจเลื่อนดูข้อมูลย้อนหลังไม่ได้ไกลพอสำหรับการวิเคราะห์ระยะยาว ค่าที่ 50,000-100,000 แท่งเป็นจุดที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความสะดวกในการวิเคราะห์
ถาม: ทำไมตอนข่าวออกถึงช้าเป็นพิเศษ ทั้งที่เวลาปกติลื่นดี?
ตอบ: เพราะช่วงข่าวราคาขยับเป็นจำนวน tick มหาศาลในเวลาสั้น ๆ ทำให้ทั้งการคำนวณอินดิเคเตอร์และการส่งข้อมูลหนักขึ้นพร้อมกัน อีกทั้งคนทั้งตลาดส่งคำสั่งพร้อมกัน เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ก็โหลดสูง การลดอินดิเคเตอร์และใช้ VPS จึงช่วยในจังหวะนี้ได้มากที่สุด
ถาม: การปิด Market Watch ที่ไม่ใช้ช่วยได้จริงเหรอ?
ตอบ: ช่วยได้จริง โดยเฉพาะถ้าคุณเปิดสัญลักษณ์ไว้หลายร้อยตัว เพราะโปรแกรมต้องดึงราคาเรียลไทม์ของทุกตัวที่แสดงอยู่ การซ่อนตัวที่ไม่ใช้ช่วยลดทั้งการใช้แบนด์วิดท์และการประมวลผล
สรุป
Speed up MetaTrader performance ไม่ใช่เรื่องของการมีคอมพิวเตอร์ราคาแพงหรือความรู้ด้านเทคนิคขั้นสูง แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจว่าอะไรกำลังฉุดให้โปรแกรมช้าลง แล้วลงมือแก้ทีละจุดอย่างเป็นระบบ เริ่มจากลดภาระบนกราฟ จัดการข้อมูลเก่า ปลดปล่อยทรัพยากรเครื่อง และแก้ที่การเชื่อมต่อด้วย VPS หากจำเป็น. จำไว้ว่าในโลกของการเทรด ความเร็วเสี้ยววินาทีหนึ่งอาจเป็นตัวตัดสินระหว่างกำไรกับขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังพิสูจน์ฝีมือในบัญชี Challenge ที่ทุกจุดมีความหมาย การลงทุนเวลาสัก 30 นาทีเพื่อปรับแต่งแพลตฟอร์มให้ลื่นไหล จึงคุ้มค่ากว่าการต้องเสียโอกาสดี ๆ ไปเพราะหน้าจอค้างในจังหวะสำคัญ ลองทำตามขั้นตอนในบทความนี้ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความแตกต่างตั้งแต่ครั้งแรกที่กลับเข้าตลาด

