slippage forex คืออะไร? ความหมาย วิธีทำงาน และวิธีลดความเสี่ยงสำหรับเทรดเดอร์ Forex

Last updated: 08/06/2026

Slippage Forex คือ ความแตกต่างระหว่างราคาที่นักเทรดต้องการเปิดหรือปิดออเดอร์กับราคาที่คำสั่งถูกดำเนินการจริงในตลาด ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง สภาพคล่องต่ำ หรือมีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ แม้ Slippage จะเป็นเรื่องปกติในตลาด Forex แต่ก็สามารถส่งผลต่อกำไรและขาดทุนของนักเทรดได้อย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจสาเหตุ ประเภท และวิธีลดผลกระทบจาก Slippage จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

What is slippage forex คือ?

slippage forex คือ เหตุการณ์ที่คำสั่งซื้อขายสกุลเงินถูกดำเนินการที่ราคาต่างจากราคาที่เทรดเดอร์เห็นหรือคาดหวังในขณะกดส่งคำสั่ง ความต่างนี้อาจเป็นเพียง 0.1 pip ในช่วงตลาดนิ่ง หรืออาจเป็นหลายสิบ pips ในช่วงข่าวแรง เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Fed, ตัวเลข Non-Farm Payrolls, CPI สหรัฐฯ หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ตลาดเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้เริ่มต้น ให้คิดว่าแพลตฟอร์มเทรดไม่ได้ “ล็อกราคา” ให้คุณทันทีเสมอไป เมื่อคุณกด Buy หรือ Sell คำสั่งต้องเดินทางจากอุปกรณ์ของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ จากนั้นจึงถูกส่งไปยังผู้ให้สภาพคล่องหรือระบบจับคู่คำสั่ง ระหว่างเวลาสั้น ๆ นี้ ราคาตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าราคาที่มีอยู่ในตลาดไม่ใช่ราคาที่คุณเห็นเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน คำสั่งก็อาจถูกเติมที่ราคาใหม่

Slippage มีได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ สมมติคุณตั้งใจขาย GBP/USD ที่ 1.27000 แต่ตลาดร่วงเร็วและคำสั่งถูกปิดที่ 1.26990 คุณได้ราคาดีกว่าที่คาด 1 pip นี่คือ positive slippage แต่ถ้าคุณตั้งใจขายที่ 1.27000 แล้วถูกปิดที่ 1.27015 คุณเสียเปรียบ 1.5 pips นี่คือ negative slippage เทรดเดอร์ส่วนใหญ่กังวลด้านลบ เพราะมันทำให้ขาดทุนมากขึ้นหรือกำไรลดลง แต่ในเชิงกลไก ทั้งสองแบบเกิดจากหลักการเดียวกันคือราคาตลาดเปลี่ยนระหว่างการส่งคำสั่งและการดำเนินการจริง

What is slippage forex คือ?

How Does slippage forex คือ Work?

Slippage เกิดจากลำดับการทำงานของคำสั่งซื้อขาย เมื่อคุณส่ง market order ระบบจะพยายามเปิดหรือปิดสถานะที่ราคาดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ณ ตอนนั้น แต่คำว่า “ณ ตอนนั้น” ในตลาด Forex อาจเปลี่ยนได้ภายในมิลลิวินาที หากมีคนจำนวนมากซื้อ EUR/USD พร้อมกัน ราคาขายที่ดีที่สุดอาจถูกดูดหายไปอย่างรวดเร็ว คำสั่งถัดไปจึงต้องไปจับคู่ที่ระดับราคาถัดไป ซึ่งอาจสูงกว่าเดิมสำหรับคำสั่งซื้อ หรือ ต่ำกว่าเดิมสำหรับคำสั่งขาย

ปัจจัยสำคัญแรกคือ ความผันผวน เมื่อตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ราคาจะกระโดดระหว่างระดับต่าง ๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ก่อนประกาศ CPI สหรัฐฯ EUR/USD อาจเคลื่อนไหวเพียง 1-2 pips ต่อนาที แต่หลังตัวเลขออกมา ราคาสามารถกระโดด 20-50 pips ในไม่กี่วินาที หากคุณส่งคำสั่ง market order ในช่วงนั้น ราคาที่เห็นบนหน้าจออาจไม่ใช่ราคาที่คุณได้จริง

ปัจจัยที่สองคือ สภาพคล่อง คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, USD/JPY หรือ GBP/USD มักมีสภาพคล่องสูงกว่า exotic pairs เช่น USD/TRY หรือ USD/ZAR เมื่อสภาพคล่องสูง มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากในแต่ละระดับราคา โอกาสเกิด slippage มักต่ำกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเลย ในทางกลับกัน คู่เงินที่มีปริมาณซื้อขายบางกว่าอาจเกิดช่องว่างระหว่าง bid และ ask มากขึ้น และเมื่อต้องการซื้อขายขนาดใหญ่ คำสั่งอาจถูกเติมหลายระดับราคา

ปัจจัยที่สามคือ ประเภทคำสั่ง Market order เสี่ยงต่อ slippage มากกว่า limit order เพราะ market order ให้ความสำคัญกับ “การได้เข้า/ออกจากตลาด” มากกว่าการได้ราคาเป๊ะ ส่วน limit order ให้ความสำคัญกับราคา หากไม่มีราคาที่กำหนด คำสั่งอาจไม่ถูกดำเนินการ IG ระบุว่าการใช้ limit order สามารถช่วยหลีกเลี่ยง slippage ในการเข้าออกสถานะได้ เพราะคำสั่งจะถูกเติมเฉพาะที่ราคาที่กำหนดหรือดีกว่า

ปัจจัยที่สี่คือ คุณภาพการดำเนินคำสั่งและ latency หากอินเทอร์เน็ตช้า เซิร์ฟเวอร์ไกล หรือโบรกเกอร์มีการส่งคำสั่งล่าช้า ราคาที่คุณเห็นกับราคาที่ตลาดจริงอาจต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลยุทธ์ระยะสั้น เช่น scalping ที่กำไรเป้าหมายอาจมีเพียง 3-5 pips Slippage เพียง 1 pip ก็อาจกินกำไรไปเป็นสัดส่วนใหญ่

Why Does slippage forex คือ Matter?

Why Does slippage forex คือ Matter?

Slippage สำคัญเพราะมันทำให้ “ผลลัพธ์จริง” ต่างจาก “แผนบนกระดาษ” เทรดเดอร์จำนวนมาก backtest กลยุทธ์แล้วเห็นว่าระบบมีกำไร แต่เมื่อเทรดจริงกลับได้ผลแย่กว่า เพราะไม่ได้รวมต้นทุนจริง เช่น spread, commission และ slippage หากระบบตั้ง take profit 10 pips และ stop loss 10 pips แต่โดน slippage เฉลี่ย 0.7 pip ต่อการเข้าและ 0.7 pip ต่อการออก ต้นทุนแฝงรวมอาจสูงถึง 1.4 pips ต่อเทรด ซึ่งเป็น 14% ของเป้าหมายกำไร

Slippage ยังส่งผลต่อการบริหารความเสี่ยงโดยตรง สมมติคุณมีบัญชี 10,000 ดอลลาร์ และตั้งใจเสี่ยง 1% หรือ 100 ดอลลาร์ต่อเทรด คุณวาง stop loss ที่ 20 pips และคำนวณ lot size อย่างถูกต้อง แต่ในช่วงข่าว ราคากระโดดผ่าน stop loss แล้วปิดจริงไกลกว่าเดิม 10 pips ความเสี่ยงจริงอาจเพิ่มจาก 100 ดอลลาร์เป็น 150 ดอลลาร์ทันที นี่คือเหตุผลที่ stop loss ไม่ได้เป็น “ประกันราคาปิด” เสมอไป ยกเว้นในกรณีที่ใช้คำสั่งแบบ guaranteed stop กับผู้ให้บริการที่มีเงื่อนไขรองรับ

สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ leverage สูง ผลกระทบจะยิ่งชัด เพราะขนาดสถานะใหญ่ทำให้ pip value สูงขึ้น หากคุณเทรด 1 standard lot ใน EUR/USD ค่า 1 pip ประมาณ 10 ดอลลาร์ Slippage 2 pips คือ 20 ดอลลาร์ แต่ถ้าเปิด 5 lots ต้นทุนเดียวกันกลายเป็น 100 ดอลลาร์ ความต่างเล็ก ๆ ในราคาอาจกลายเป็นความเสียหายใหญ่เมื่อขนาดสถานะไม่เหมาะสม

อีกด้านหนึ่ง การเข้าใจ slippage ช่วยให้คุณประเมินโบรกเกอร์และระบบเทรดได้ดีขึ้น หากบัญชีหนึ่งเกิด slippage ลบซ้ำ ๆ ในช่วงตลาดปกติ ขณะที่บัญชีอื่นไม่เป็นมาก อาจต้องตรวจสอบคุณภาพ execution, ประเภทบัญชี, liquidity provider, เวลาที่เทรด และเงื่อนไขคำสั่ง การมอง slippage เป็นข้อมูล ไม่ใช่แค่อารมณ์หงุดหงิด จะช่วยให้คุณปรับระบบอย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น

Real-World Examples

ตัวอย่างจริงใน Forex ช่วงตลาดปกติ

สมมติเทรดเดอร์ในไทยต้องการ Buy EUR/USD หลังราคาย่อตัวมาที่แนวรับ เขาเห็นราคา ask ที่ 1.08500 และกด market order ทันที แต่คำสั่งถูกเปิดจริงที่ 1.08503 หมายความว่าเกิด slippage 0.3 pip หากเทรด 0.10 lot ผลกระทบอาจเล็กมาก ประมาณไม่กี่สิบเซนต์ แต่ถ้าเทรด 5 lots ผลกระทบจะใหญ่ขึ้นทันที แม้ตลาดจะไม่ได้มีข่าวสำคัญก็ตาม

ตัวอย่างนี้สอนว่า slippage ไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะตอนตลาดแตกตื่น บางครั้งเกิดจากราคาขยับตามธรรมชาติระหว่างเสี้ยววินาที หรือมี liquidity ในระดับราคาที่เห็นไม่เพียงพอต่อขนาดคำสั่ง หากคุณเป็น swing trader ที่ถือหลายวัน slippage 0.3 pip อาจไม่สำคัญมาก แต่ถ้าคุณเป็น scalper ที่หวังกำไร 3 pips นั่นคือ 10% ของเป้าหมายกำไรแล้ว

ตัวอย่างในตลาดที่ผันผวนแรง

ลองดูกรณี GBP/USD ในช่วงประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Bank of England ก่อนข่าว ราคาวิ่งแถว 1.27000 คุณตั้ง stop loss ของสถานะ Buy ไว้ที่ 1.26750 แต่ผลประชุมออกมาต่างจากที่ตลาดคาด ราคากระโดดลงอย่างรวดเร็ว และคำสั่ง stop ถูกกระตุ้น แต่ปิดจริงที่ 1.26680 แทนที่จะเป็น 1.26750 ส่วนต่าง 7 pips นี้คือ negative slippage

สิ่งสำคัญคือ stop loss ทั่วไปมักทำงานโดยเปลี่ยนเป็น market order เมื่อราคาถึงระดับที่ตั้งไว้ หมายความว่ามันช่วยให้คุณออกจากตลาด แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะออกที่ราคาเดิมเสมอ หากตลาดไม่มีผู้ซื้อเพียงพอที่ 1.26750 ระบบต้องไปหาราคาถัดไปที่มีสภาพคล่อง ดังนั้นในช่วงตลาดผันผวน stop loss ยังจำเป็นมาก แต่ต้องเข้าใจว่าความเสี่ยงจริงอาจมากกว่าตัวเลขบนแผน

ตัวอย่างเมื่อเทรดข่าว

Non-Farm Payrolls เป็นตัวอย่างคลาสสิกสำหรับ slippage ใน Forex ก่อนประกาศ ตัวเลขคาดการณ์อาจทำให้ตลาดเงียบชั่วคราว สเปรดเริ่มกว้างขึ้น และ liquidity provider บางรายลดปริมาณราคาที่เสนอ เมื่อข่าวออกมา หากตัวเลขดีกว่าคาดมาก USD อาจแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เทรดเดอร์ที่กด Sell EUR/USD ด้วย market order หลังเห็นแท่งเทียนแดงแรก อาจได้ราคาแย่กว่าที่เห็นหลาย pips เพราะราคาเคลื่อนไปแล้วก่อนคำสั่งถูกเติม

เทรดข่าวจึงไม่ใช่แค่การทายว่าตัวเลขจะดีหรือแย่ แต่เป็นการจัดการ execution ด้วย เทรดเดอร์บางคนเลือกไม่เข้าใน 1-5 นาทีแรกหลังข่าว บางคนลด lot size ลง บางคนใช้ pending order พร้อมกำหนด slippage tolerance แต่ไม่มีวิธีใดลบความเสี่ยงได้ทั้งหมด สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการคิดว่าราคาบนหน้าจอเป็นราคาที่รับประกัน เพราะในช่วงข่าวแรง ตลาดจริงอาจเปลี่ยนก่อนที่คุณจะกดทัน

Advantages and Disadvantages

แม้ slippage มักถูกพูดถึงในแง่ลบ แต่ในความเป็นจริงมันเป็นผลข้างเคียงของตลาดที่เคลื่อนไหวจริง ไม่ใช่ทุกกรณีจะเสียเปรียบ เทรดเดอร์ควรมองทั้งสองด้านเพื่อเข้าใจธรรมชาติของ execution มากขึ้น

ด้านของ Slippage ข้อดี ข้อเสีย
Positive slippage ได้ราคาเข้าหรือออกดีกว่าที่คาด ทำให้กำไรเพิ่มหรือขาดทุนลดลง ไม่สามารถพึ่งพาเป็นกลยุทธ์หลักได้ เพราะเกิดแบบไม่แน่นอน
Market order เข้าออกตลาดได้เร็ว เหมาะเมื่อจำเป็นต้องออกจากความเสี่ยงทันที อาจได้ราคาแย่กว่าที่เห็น โดยเฉพาะช่วงข่าวหรือ liquidity ต่ำ
Limit order ควบคุมราคาได้ดีกว่า และช่วยหลีกเลี่ยงการถูกเติมในราคาที่แย่กว่ากำหนด อาจไม่ถูกเติม ทำให้พลาดโอกาสเข้าเทรดหรือออกทำกำไร
Stop loss ช่วยจำกัดความเสียหายเมื่อราคาวิ่งผิดทาง อาจปิดที่ราคาแย่กว่าระดับ stop หากตลาดกระโดดหรือ gap
Slippage data ใช้วิเคราะห์คุณภาพโบรกเกอร์และปรับระบบเทรดได้ หากไม่บันทึกข้อมูล เทรดเดอร์มักประเมินต้นทุนจริงต่ำเกินไป

ข้อดีที่แท้จริงของการเข้าใจ slippage คือคุณจะไม่วางแผนจากภาพในอุดมคติ คุณจะเริ่มเผื่อต้นทุน execution ในระบบเทรด เลือกเวลาเทรดอย่างมีเหตุผล และใช้คำสั่งให้เหมาะกับสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน ข้อเสียหลักคือ slippage ทำให้ความแน่นอนของราคาแตกต่างจากที่มือใหม่คาดหวัง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มใช้ leverage และยังไม่เคยเจอสภาพตลาดเร็วมาก

Common Mistakes Traders Make

Common Mistakes Traders Make

คิดว่า stop loss จะปิดตรงราคาที่ตั้งไว้เสมอ

ข้อผิดพลาดนี้พบได้บ่อยมาก มือใหม่มักคิดว่าเมื่อตั้ง stop loss ที่ 20 pips ความเสี่ยงสูงสุดจะเท่ากับ 20 pips เสมอ แต่ในตลาดจริง หากราคาไหลเร็วหรือกระโดดผ่านระดับ stop ระบบอาจปิดที่ราคาถัดไปที่มีสภาพคล่อง ผลคือขาดทุนมากกว่าที่คำนวณไว้ ผลกระทบจะรุนแรงขึ้นเมื่อใช้ lot size ใหญ่หรือเทรดช่วงข่าว

แนวทางที่ถูกต้องคือถือว่า stop loss เป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง ไม่ใช่การรับประกันราคาปิด สำหรับช่วงข่าวแรง ควรลดขนาดสถานะ หลีกเลี่ยงการถือสถานะใหญ่ หรือพิจารณาใช้เครื่องมือที่มีการรับประกันราคาหากโบรกเกอร์เสนอและเข้าใจต้นทุนเพิ่มเติมอย่างชัดเจน

เทรดข่าวโดยไม่เผื่อสเปรดและ slippage

หลายคนเห็นข่าวเป็นโอกาสทำกำไรเร็ว แต่ลืมว่าช่วงข่าวมักมีทั้ง spread widening และ slippage พร้อมกัน เช่น ก่อน NFP สเปรด EUR/USD อาจเพิ่มจาก 0.8 pip เป็น 3 pips และเมื่อกดคำสั่ง market order อาจโดน slippage อีก 5 pips รวมต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่คาดหลายเท่า หากเป้าหมายกำไรสั้นเกินไป ระบบอาจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มเทรด

สิ่งที่ควรทำคือทดสอบพฤติกรรมบัญชีจริงในช่วงข่าวด้วยขนาดเล็กก่อน ดูว่าคู่เงินที่เทรดมีการขยายสเปรดและ slippage มากแค่ไหน ไม่ควรใช้ผล backtest ปกติมาตัดสินการเทรดข่าว เพราะข้อมูลแท่งเทียนย้อนหลังมักไม่สะท้อนคุณภาพ execution ที่เกิดขึ้นจริงในวินาทีสำคัญ

ใช้ market order ตลอดเวลาโดยไม่เข้าใจข้อแลกเปลี่ยน

Market order ใช้ง่ายและรวดเร็ว จึงเป็นคำสั่งที่มือใหม่ใช้บ่อยที่สุด แต่ความเร็วแลกมากับการยอมรับราคาตลาดจริงในขณะนั้น หากตลาดเปลี่ยนไป คุณอาจได้ราคาที่ต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ การใช้ market order ไม่ผิด แต่ควรใช้เมื่อคุณให้ความสำคัญกับการได้เข้าออกมากกว่าการควบคุมราคา

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องออกจากสถานะที่ผิดทางอย่างรวดเร็ว market order อาจเหมาะ แต่ถ้าคุณต้องการ Buy เฉพาะเมื่อราคาย่อลงถึงแนวรับที่กำหนด limit order อาจเหมาะกว่า การเลือกประเภทคำสั่งจึงควรขึ้นกับวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ความเคยชิน

ไม่บันทึก slippage ใน trading journal

หลายคนบันทึกแค่จุดเข้า จุดออก และกำไรขาดทุน แต่ไม่บันทึกราคาที่คาดหวังเทียบกับราคาที่ถูกเติมจริง ทำให้ไม่รู้ว่าระบบเสียต้นทุนจาก slippage เท่าไร เมื่อผลลัพธ์จริงแย่กว่า backtest ก็อาจโทษกลยุทธ์ผิดจุด ทั้งที่ปัญหาอาจมาจาก execution, เวลาเทรด หรือคู่เงินที่เลือก

การบันทึกง่าย ๆ คือใส่คอลัมน์ expected price, executed price, slippage in pips, market condition และ broker/account type เมื่อมีข้อมูล 50-100 เทรด คุณจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า slippage เกิดมากช่วงไหน คู่เงินใด และคำสั่งประเภทใด ข้อมูลนี้มีค่ามากกว่าความรู้สึกหลังโดนราคาเลื่อนเพียงครั้งเดียว

How to Reduce Risks or Improve Results

How to Reduce Risks or Improve Results

วิธีลดผลกระทบจาก slippage เริ่มจากการเลือกเวลาเทรด ช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เช่น London-New York overlap มักมี execution ดีกว่าช่วงตลาดเงียบมาก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนก็อาจสูงขึ้นในบางช่วง จึงต้องดูปฏิทินข่าวควบคู่กัน เทรดเดอร์ในไทยควรระวังช่วงค่ำที่มีข่าวสหรัฐฯ เพราะเป็นเวลาที่หลายคนกลับมาเทรดหลังเลิกงานพอดี แต่ก็เป็นช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วมาก

ต่อมาคือการเลือกคู่เงิน คู่เงินหลักมักมีสเปรดแคบและสภาพคล่องลึกกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นมากกว่าคู่เงิน exotic ที่ต้นทุนสูงและ slippage อาจรุนแรงกว่า หากคุณยังใหม่กับการจัดการคำสั่ง ควรเริ่มจาก EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD หรือ AUD/USD ด้วยขนาดสถานะเล็ก เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมราคาและ execution ก่อนขยับไปยังตลาดที่ซับซ้อนกว่า

การใช้ประเภทคำสั่งให้เหมาะสมช่วยลดปัญหาได้มาก หากคุณต้องการควบคุมราคาเข้า ใช้ limit order แทนการไล่ราคา หากต้องการปิดความเสี่ยงทันที ใช้ stop loss แต่ต้องเผื่อความเป็นไปได้ของ slippage ใน position sizing หากแพลตฟอร์มมี slippage tolerance หรือ maximum deviation ให้ศึกษาอย่างละเอียด เพราะการตั้งแคบเกินไปอาจทำให้คำสั่งไม่ถูกเติม ส่วนตั้งกว้างเกินไปอาจทำให้ได้ราคาแย่มาก

อีกวิธีคือปรับกลยุทธ์ให้มี “พื้นที่หายใจ” มากขึ้น ระบบที่หวังกำไร 2-3 pips ต่อครั้งจะอ่อนไหวต่อ slippage มากกว่าระบบที่ตั้งเป้า 30-50 pips หากคุณเป็นมือใหม่ การเริ่มจากกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น เช่น M15, H1 หรือ H4 อาจช่วยให้ต้นทุน execution เป็นสัดส่วนเล็กลง เมื่อเทียบกับเป้าหมายกำไรและ stop loss

สุดท้าย ควรประเมินโบรกเกอร์จากข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา ดู execution speed, average spread, slippage ในช่วงข่าว, requote, ประเภทบัญชี และการกำกับดูแล สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่ใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศ ควรเข้าใจด้วยว่า leverage สูงและโบนัสไม่ได้ชดเชย execution ที่ไม่ดีเสมอไป โบรกเกอร์ที่เหมาะไม่ใช่แค่ค่าสเปรดต่ำที่สุด แต่ต้องมีเงื่อนไขคำสั่งที่โปร่งใสและเหมาะกับสไตล์เทรดของคุณ

Conclusion

slippage forex คือ ส่วนต่างระหว่างราคาที่คาดหวังกับราคาที่ดำเนินการจริง และเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่เทรดเดอร์ Forex ต้องเข้าใจตั้งแต่แรก มันเกิดจากความผันผวน สภาพคล่อง ประเภทคำสั่ง latency และคุณภาพการ execution ของโบรกเกอร์ Slippage ไม่ได้แปลว่าเกิดปัญหาเสมอไป เพราะอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ แต่หากไม่คำนวณไว้ในแผน มันสามารถทำให้กำไรลดลง ขาดทุนเพิ่มขึ้น และทำให้ผลลัพธ์จริงต่างจาก backtest อย่างมาก คำแนะนำเชิงปฏิบัติคือ อย่าเทรดโดยคิดว่าราคาบนหน้าจอคือราคาที่รับประกันเสมอ ใช้ limit order เมื่อราคาเป็นเรื่องสำคัญ ใช้ stop loss เสมอแต่เผื่อ slippage ในการคำนวณ lot size หลีกเลี่ยงข่าวแรงหากยังไม่มีประสบการณ์ และบันทึกข้อมูล execution ทุกครั้ง เทรดเดอร์ที่เข้าใจ slippage จะวางแผนได้สมจริงกว่า ควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า และพัฒนาระบบเทรดจากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความคาดหวังบนกราฟเพียงอย่างเดียว

Chat
Complaint & Review Form