Pullback คือการย่อตัวของราคาชั่วคราวในระหว่างแนวโน้มหลักของตลาด

Last updated: 12/06/2026

คือการเคลื่อนไหวของราคาที่ย่อตัวลงหรือปรับตัวสวนทางกับแนวโน้มหลักในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ราคาจะกลับไปเคลื่อนไหวตามทิศทางเดิมอีกครั้ง ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง และถือเป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญที่นักลงทุนใช้ในการวางแผนเข้าซื้อหรือขายอย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจ Pullback จะช่วยให้นักเทรดสามารถแยกแยะระหว่างการพักตัวของราคาและการกลับตัวของแนวโน้มได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจซื้อขายในตลาดการเงิน

Pullback คืออะไร

Pullback คือการที่ราคาปรับตัวสวนทางกับแนวโน้มหลักเพียงชั่วคราว ก่อนที่จะกลับไปเคลื่อนที่ต่อในทิศทางเดิม ในภาษาไทยมักเรียกกันว่า “การย่อตัว” หรือ “จุดย่อ” พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือเมื่อราคากำลังเป็นขาขึ้น มันไม่ได้วิ่งขึ้นเป็นเส้นตรงตลอดเวลา แต่จะมีช่วงที่ราคาหยุดพักและย่อลงมาเล็กน้อยเหมือนคน “หายใจ” ก่อนวิ่งขึ้นต่อ ช่วงที่ราคาย่อลงมานั้นคือ pullback

คำว่า pullback มักถูกใช้สลับกับคำว่า retracement (การถอยกลับ) เพราะสื่อความหมายใกล้เคียงกัน คือเป็นการเคลื่อนไหวสวนเทรนด์ระยะสั้นที่ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มหลัก จุดสำคัญอยู่ที่คำว่า “ชั่วคราว” เพราะหลังจากย่อเสร็จ ราคามักจะกลับไปวิ่งตามแนวโน้มเดิมต่อ ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้น Forex Crypto หรือทองคำ ลักษณะการย่อตัวแบบนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ให้เห็นได้ทั่วไป

Pullback ต่างจากการกลับตัว (Reversal) อย่างไร

Pullback ต่างจากการกลับตัว Reversal อย่างไร compressed
Pullback ต่างจากการกลับตัว (Reversal) อย่างไร

นี่คือจุดที่ทำให้มือใหม่สับสนและเจ็บตัวบ่อยที่สุด เพราะทั้ง pullback และ reversal ต่างก็เริ่มต้นด้วยการที่ราคาเคลื่อนสวนเทรนด์เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันคนละขั้ว

  • Pullback คือการย่อตัวชั่วคราว แล้วราคากลับไปวิ่งตามแนวโน้มเดิมต่อ เป็น “การพัก” ไม่ใช่ “การเปลี่ยนใจ” ของตลาด
  • Reversal (การกลับตัว) คือการที่ราคาเปลี่ยนแนวโน้มจริง เช่น จากขาขึ้นกลายเป็นขาลงถาวร ใครที่เข้าซื้อเพราะคิดว่าเป็นแค่จุดย่อ ก็อาจติดดอยได้

ในทางปฏิบัติ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ 100% ว่าการย่อครั้งนี้เป็น pullback หรือ reversal เราทำได้แค่ดู “น้ำหนักของหลักฐาน” เช่น ราคายังยืนเหนือแนวรับสำคัญอยู่ไหม โครงสร้างของเทรนด์ (จุดสูง-จุดต่ำที่ยกตัวสูงขึ้นในขาขึ้น) ยังสมบูรณ์หรือไม่ และปริมาณการซื้อขายในช่วงย่อเป็นอย่างไร หากราคาหลุดแนวรับสำคัญและทำจุดต่ำใหม่ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ นั่นเริ่มเป็นสัญญาณของการกลับตัวมากกว่าการย่อ

Pullback กับ Throwback ต่างกันอย่างไร

นอกจากความหมายทั่วไปข้างต้นแล้ว ในบริบทของการเทรดแบบเบรกแนวรับแนวต้าน (breakout) คำว่า pullback และ throwback ยังถูกใช้เป็นคู่กัน เพื่ออธิบายจังหวะที่ราคา “ย้อนกลับไปทดสอบ” แนวที่เพิ่งทะลุ ทั้งสองคำสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกันคือแนวรับเดิมเปลี่ยนเป็นแนวต้าน หรือแนวต้านเดิมเปลี่ยนเป็นแนวรับ เพียงแต่เกิดในทิศทางตรงข้ามกัน

Pullback

ในนิยามคู่นี้ Pullback คือจังหวะที่ราคาทะลุแนวรับลงมา แล้วดีดกลับขึ้นไปทดสอบแนวรับเดิมที่จุดเดิม จากนั้นราคาลงต่อ ทำให้แนวรับเดิมที่เคยรับราคาไว้เปลี่ยนบทบาทเป็นแนวต้าน มักเกิดในแนวโน้มขาลง และเทรดเดอร์จะมองหาจังหวะขาย (Sell) เมื่อราคาเด้งขึ้นไปชนแนวต้านใหม่นี้

Throwback

Throwback ตรงข้ามกับ Pullback คือจังหวะที่ราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป แล้วย่อกลับลงมาทดสอบแนวต้านเดิมที่จุดเดิม แล้วค่อยขึ้นต่อ ทำให้แนวต้านเดิมเปลี่ยนบทบาทเป็นแนวรับ มักเกิดในแนวโน้มขาขึ้น และเทรดเดอร์จะมองหาจังหวะซื้อ (Buy) เพื่อไปตามเทรนด์เดิม

ข้อควรเข้าใจคือ pullback/throwback ในความหมายนี้ ไม่ได้แปลว่า “แนวรับแนวต้าน” โดยตัวมันเอง แต่หมายถึง “จังหวะการกลับไปทดสอบ” แนวที่ราคาเพิ่งเบรกผ่าน ซึ่งเป็นจังหวะที่นักเทรดใช้หาจุดเข้าที่มีความเสี่ยงต่อความคุ้มค่า (risk/reward) ที่ดีขึ้น

หัวข้อ Pullback Throwback
แนวโน้มที่มักเกิด ขาลง ขาขึ้น
ราคาทำอะไร ทะลุแนวรับลง แล้วเด้งกลับไปทดสอบแนวรับเดิม ทะลุแนวต้านขึ้น แล้วย่อกลับไปทดสอบแนวต้านเดิม
การเปลี่ยนบทบาท แนวรับเดิม กลายเป็น แนวต้าน แนวต้านเดิม กลายเป็น แนวรับ
จังหวะที่นักเทรดมองหา หาจังหวะขาย (Sell) ตามขาลง หาจังหวะซื้อ (Buy) ตามขาขึ้น

ทำไมเทรดเดอร์ถึงชอบเข้าเทรดตอน Pullback

เหตุผลหลักคือ pullback ช่วยให้ได้ราคาเข้าที่ดีขึ้น แทนที่จะไล่ซื้อตอนราคาพุ่งขึ้นไปสูงแล้ว (ซึ่งเสี่ยงที่จะซื้อแพง) การรอให้ราคาย่อกลับลงมาก่อนทำให้ต้นทุนการเข้าต่ำลง และยังช่วยให้วางจุดตัดขาดทุน (stop loss) ได้ใกล้ขึ้น ความเสี่ยงต่อไม้เทรดจึงเล็กลง

นอกจากนี้ การเข้าเทรดตอน pullback ยังเข้ากับแนวคิด “เทรดตามเทรนด์” (trend following) ได้ดี เพราะเป็นการเข้าไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลัก ซึ่งโดยทั่วไปถือว่ามีโอกาสมากกว่าการสวนเทรนด์ สรุปคือ pullback มอบทั้งจุดเข้าที่ดีกว่าและการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนกว่า ตราบใดที่เรายืนยันได้ว่าแนวโน้มหลักยังไม่เปลี่ยน

วิธีดู Pullback บนกราฟด้วยเครื่องมือยอดนิยม

วิธีดู Pullback บนกราฟด้วยเครื่องมือยอดนิยม compressed
วิธีดู Pullback บนกราฟด้วยเครื่องมือยอดนิยม

เนื่องจาก pullback คือการย่อตัวที่อาจจบเมื่อไรก็ได้ เทรดเดอร์จึงนิยมใช้เครื่องมือทางเทคนิคหลายตัวประกอบกันเพื่อหา “โซน” ที่ราคามีโอกาสหยุดย่อและกลับไปวิ่งตามเทรนด์ ต่อไปนี้คือเครื่องมือที่ใช้กันบ่อย

แนวรับและแนวต้าน

วิธีพื้นฐานที่สุดคือดูที่แนวรับ (Support) ในขาขึ้น และแนวต้าน (Resistance) ในขาลง เมื่อราคาย่อกลับลงมาทดสอบแนวรับเดิมแล้วยังยืนได้ นั่นอาจเป็นโซนที่ pullback กำลังจะจบ การให้ราคา “ยืนยัน” ที่แนวเหล่านี้ช่วยลดการเดาสุ่ม

Fibonacci Retracement

Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือยอดนิยมในการวัดระยะการย่อ โดยลากจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสูงสุดของการวิ่งในขาขึ้น (หรือกลับกันในขาลง) ระดับที่เทรดเดอร์จับตามากที่สุดคือ 38.2%, 50% และ 61.8% เพราะราคามักย่อลงมาแถวระดับเหล่านี้ก่อนกลับตัวไปตามเทรนด์เดิม การที่ราคาย่อไม่ลึกเกิน 61.8% มักถูกตีความว่าแนวโน้มเดิมยังแข็งแรง ส่วนการย่อที่ลึกกว่านั้นเริ่มเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นการกลับตัว

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยบอกทิศทางแนวโน้มระยะกลางถึงยาว และมักทำหน้าที่เป็นแนวรับ/แนวต้านแบบไดนามิก ในขาขึ้นที่แข็งแรง ราคามักย่อลงมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยแล้วเด้งกลับขึ้นไป จุดนั้นจึงเป็นบริเวณที่เทรดเดอร์หลายคนเฝ้ารอจังหวะ pullback บางคนยังใช้เทคนิค MA Crossover ร่วมกับการรอจุดย่อเพื่อกรองสัญญาณให้คมขึ้น

ปริมาณการซื้อขาย (Volume)

Volume เป็นตัวช่วยยืนยันที่มักถูกมองข้าม โดยทั่วไปหากราคาย่อตัวโดยที่ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง อาจตีความได้ว่าเป็นเพียง pullback ที่แรงขายไม่ได้จริงจัง แต่หากราคาย่อพร้อมกับปริมาณที่พุ่งสูงผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีแรงขายเข้ามาจริงและเสี่ยงเป็นการกลับตัวมากขึ้น

Checklist 5 ขั้นตอนจับจังหวะ Pullback ก่อนวางแผนเทรด

เพื่อให้นำไปฝึกใช้ได้จริง ลองไล่ตามลำดับนี้ก่อนตัดสินใจ โดยจำไว้ว่านี่เป็นหลักการประกอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขาย

  1. ระบุแนวโน้มหลักให้ชัดก่อน ว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง เพราะ pullback ต้องเทรดไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์หลักเสมอ
  2. หาโซนที่ราคามีโอกาสหยุดย่อ เช่น แนวรับ/แนวต้านเดิม ระดับ Fibonacci 38.2-61.8% หรือเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ
  3. รอสัญญาณยืนยัน เช่น รูปแบบแท่งเทียนกลับตัวในโซนนั้น หรือการที่ราคาเริ่มกลับไปตามเทรนด์ ไม่รีบเข้าก่อนเห็นการยืนยัน
  4. ตรวจ Volume และโครงสร้างราคา ว่าการย่อยังดูเป็นการพักตัว ไม่ใช่การหลุดแนวรับสำคัญหรือทำจุดต่ำใหม่
  5. วางแผนความเสี่ยงก่อนเข้า กำหนดจุดตัดขาดทุนใต้แนวรับ/โซนที่คาดไว้ และคำนวณ risk/reward ให้คุ้มค่าก่อนตัดสินใจ

ข้อควรระวังในการเทรด Pullback

แม้ pullback จะเป็นจังหวะที่น่าสนใจ แต่ก็มีกับดักที่ควรระวัง ข้อแรกคือความเสี่ยงที่จะ “รับมีดที่กำลังตก” (catching a falling knife) คือเข้าซื้อตอนราคาย่อโดยคิดว่าเป็นจุดย่อ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการกลับตัว ทำให้ราคาไหลต่อไปเรื่อย ๆ

ข้อสองคือสัญญาณหลอก โดยเฉพาะในตลาดที่แกว่งตัวออกข้าง (sideway) ที่ราคาอาจดูเหมือนย่อแล้วเด้ง แต่ไม่มีเทรนด์ที่ชัดเจนให้ตามจริง ๆ การใช้ pullback ในตลาดแบบนี้จึงให้สัญญาณที่เชื่อถือได้น้อยลง

ทางที่ดีคือไม่ใช้ pullback เพียงลำพัง แต่ใช้ร่วมกับการยืนยันจากแนวรับแนวต้าน Fibonacci เส้นค่าเฉลี่ย และ volume พร้อมกับมีแผนบริหารความเสี่ยงและจุดตัดขาดทุนเสมอ เพราะไม่มีเครื่องมือใดที่แม่นยำตลอดเวลา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pullback

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pullback compressed
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pullback

Pullback กับ Throwback ต่างกันยังไงแบบสั้น ๆ

Pullback มักพูดถึงในขาลง คือราคาทะลุแนวรับลงแล้วเด้งกลับไปทดสอบแนวรับเดิมที่กลายเป็นแนวต้าน ส่วน Throwback คือฝั่งตรงข้ามในขาขึ้น คือราคาทะลุแนวต้านขึ้นแล้วย่อกลับไปทดสอบแนวต้านเดิมที่กลายเป็นแนวรับ ทั้งคู่คือจังหวะกลับไปทดสอบแนวที่เพิ่งเบรก

Pullback ใช้กับหุ้น Forex และ Crypto ได้ไหม

ได้ เพราะ pullback เป็นพฤติกรรมราคาที่เกิดในทุกตลาดที่มีแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นหุ้น Forex Crypto ทองคำ หรือดัชนี หลักการดูจุดย่อและการยืนยันสัญญาณใช้ได้คล้ายกัน แต่ควรปรับให้เข้ากับความผันผวนของแต่ละตลาด

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็น pullback ไม่ใช่การกลับตัว

ไม่มีวิธีรู้แน่นอน 100% ทำได้แค่ดูน้ำหนักของหลักฐาน เช่น ราคายังยืนเหนือแนวรับสำคัญและโครงสร้างเทรนด์ยังสมบูรณ์ การย่อไม่ลึกเกินระดับ Fibonacci 61.8% และ volume ในช่วงย่อไม่ได้สูงผิดปกติ หากสัญญาณเหล่านี้ยังอยู่ ก็มีแนวโน้มเป็น pullback มากกว่า reversal

Pullback เหมาะกับมือใหม่ไหม

แนวคิดเรื่อง pullback เข้าใจไม่ยากและเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับมือใหม่ แต่การแยกระหว่าง pullback กับ reversal ต้องอาศัยประสบการณ์ มือใหม่จึงควรเริ่มจากการฝึกสังเกตบนกราฟย้อนหลัง ใช้เครื่องมือยืนยันหลายตัวประกอบกัน และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการพยายามจับจังหวะให้เป๊ะทุกครั้ง

โดยสรุป pullback คือการย่อตัวชั่วคราวของราคาภายในแนวโน้มหลัก ซึ่งเป็นทั้งโอกาสหาจุดเข้าเทรดที่ดีขึ้นและกับดักหากเข้าใจผิดว่าเป็นการกลับตัว กุญแจสำคัญอยู่ที่การระบุแนวโน้มให้ชัด ใช้เครื่องมือยืนยันร่วมกัน และวางแผนความเสี่ยงทุกครั้งก่อนเข้าเทรด

สรุป

Pullback เป็นสัญญาณทางเทคนิคที่มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์แนวโน้มและการวางกลยุทธ์การซื้อขาย แม้ว่าการย่อตัวของราคาอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวล แต่ในหลายกรณี Pullback สามารถเป็นโอกาสในการเข้าสู่ตลาดในจุดที่เหมาะสมกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้เครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ เช่น แนวรับ แนวต้าน เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือปริมาณการซื้อขายร่วมด้วย เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของสัญญาณ การเข้าใจลักษณะของ Pullback อย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ [email protected] ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form