รู้จัก Pivot Point อินดิเคเตอร์หาแนวรับแนวต้านอัตโนมัติ พร้อมสูตรคำนวณ PP, S1, S2, R1, R2 ประเภท Pivot การใช้งาน และวิธีตั้งค่าบน MT4, MT5 และ TradingView

Last updated: 12/06/2026

คือหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนและนักเทรดทั่วโลก เนื่องจากสามารถช่วยระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เครื่องมือนี้อาศัยข้อมูลราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของช่วงเวลาก่อนหน้าในการคำนวณ เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นตลาด Forex หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี การทำความเข้าใจ Pivot Point อย่างถูกต้องจะช่วยเพิ่มโอกาสในการวางกลยุทธ์การซื้อขายและบริหารความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

Pivot Point คืออะไร

Pivot Point คือ ระดับราคาที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับและแนวต้านสำคัญ ซึ่งคำนวณจากราคาสูงสุด (High) ราคาต่ำสุด (Low) และราคาปิด (Close) ของช่วงเวลาก่อนหน้า เครื่องมือนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยเทรดเดอร์มืออาชีพในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องการระดับอ้างอิงสำหรับการเทรดระหว่างวัน เพื่อปรับตัวให้ทันการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น

หัวใจของระบบคือเส้น Pivot กลาง (PP) ซึ่งถือเป็นแนวรับ-แนวต้านหลัก จากจุดนี้จะคำนวณต่อเป็นแนวรับสองระดับ (S1, S2) และแนวต้านสองระดับ (R1, R2) รวมเป็นระบบที่นักเทรดเรียกกันว่า “ระบบ 5 จุด” (5-point system) โดยทั่วไปจะใช้ราคาของเมื่อวานมาคำนวณระดับสำหรับการเทรดวันนี้

ปัจจัยที่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาด Forex compressed 1
Pivot Point คืออะไร

ทำไมเทรดเดอร์ถึงใช้ Pivot Point

ข้อได้เปรียบที่ทำให้ Pivot Point ได้รับความนิยมคือความ เป็นกลาง (objective) เมื่อใช้สูตรเดียวกัน เทรดเดอร์ทุกคนจะได้ระดับราคาชุดเดียวกัน ไม่ขึ้นกับการลากเส้นด้วยสายตาหรืออารมณ์ จึงช่วยลดความลังเลในการกำหนดจุดเข้า จุดออก และเป้าหมายราคา

นอกจากนี้ Pivot Point ยังเป็นระดับที่เทรดเดอร์จำนวนมากจับตาดูพร้อมกัน ทำให้บ่อยครั้งราคามักมีปฏิกิริยาบริเวณระดับเหล่านี้ และเพราะใช้เพียงราคา High, Low, Close ของช่วงก่อนหน้า จึงนำไปประยุกต์ได้กับเกือบทุกตลาด ทั้ง Forex หุ้น ทองคำ และดัชนี โดยเฉพาะสำหรับสายเทรดระยะสั้นถึงระหว่างวัน

สูตรการคำนวณ Pivot Point (ระบบ 5 จุด)

เรามาดูสูตรคลาสสิก (Classic หรือ Standard) ซึ่งเป็นสูตรพื้นฐานที่สุดกัน โดยทั้งหมดอ้างอิงจากราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของช่วงก่อนหน้า

Pivot Point (PP) หลักคำนวณอย่างไร

เส้น Pivot กลางคือฐานของทุกระดับ คำนวณง่าย ๆ ด้วยการหาค่าเฉลี่ยของสามราคา:

PP = (ราคาสูงสุด + ราคาต่ำสุด + ราคาปิด) / 3

แนวรับ S1 และ S2

  • แนวรับ 1 (S1) = (PP × 2) − ราคาสูงสุดก่อนหน้า
  • แนวรับ 2 (S2) = PP − (ราคาสูงสุดก่อนหน้า − ราคาต่ำสุดก่อนหน้า)

แนวต้าน R1 และ R2

  • แนวต้าน 1 (R1) = (PP × 2) − ราคาต่ำสุดก่อนหน้า
  • แนวต้าน 2 (R2) = PP + (ราคาสูงสุดก่อนหน้า − ราคาต่ำสุดก่อนหน้า)

ตัวอย่างการคำนวณด้วยตัวเลขจริง

สมมติว่าเมื่อวานคู่เงินหนึ่งมีราคาสูงสุด 1.1050 ราคาต่ำสุด 1.0950 และราคาปิด 1.1000 เราจะคำนวณได้ดังนี้:

ระดับ สูตร ผลลัพธ์
PP (1.1050 + 1.0950 + 1.1000) / 3 1.1000
R1 (1.1000 × 2) − 1.0950 1.1050
R2 1.1000 + (1.1050 − 1.0950) 1.1100
S1 (1.1000 × 2) − 1.1050 1.0950
S2 1.1000 − (1.1050 − 1.0950) 1.0900

จากตัวอย่างจะเห็นว่าเราได้กรอบราคาที่ชัดเจน: PP อยู่ที่ 1.1000 มีแนวต้านถัดขึ้นไปที่ 1.1050 และ 1.1100 และมีแนวรับลงมาที่ 1.0950 และ 1.0900 เทรดเดอร์สามารถใช้กรอบนี้วางแผนล่วงหน้าก่อนตลาดเปิดได้ทันที

ประเภทของ Pivot Point

ระบบ 5 จุดแบบคลาสสิกเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการคำนวณ ในทางปฏิบัติยังมีสูตรอื่นที่ให้น้ำหนักกับราคาต่างกัน เทรดเดอร์ควรเลือกให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง

ประเภท จุดเด่น เหมาะกับใคร
Classic / Standard สูตรพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย High, Low, Close มือใหม่และการใช้งานทั่วไป
Woodie ให้น้ำหนักราคาปิดมากขึ้น: PP = (High + Low + 2×Close) / 4 คนที่เชื่อว่าราคาปิดสำคัญที่สุด
Camarilla สร้างระดับมากถึง 8 ระดับ เน้นการเทรดระหว่างวันแบบใกล้ราคา สาย intraday / scalping
Fibonacci คำนวณ Pivot กลางก่อน แล้วใช้สัดส่วน Fibonacci (38.2%, 61.8%, 100%) กับช่วงราคา คนที่ใช้ Fibonacci อยู่แล้ว

ไม่มีสูตรไหน “ดีที่สุด” ตายตัว แนะนำให้เลือกหนึ่งแบบ ทดสอบจนคุ้นเคย แล้วจึงค่อยเปรียบเทียบกับแบบอื่น เพื่อไม่ให้สับสนกับระดับที่มากเกินไปในช่วงเริ่มต้น

การเลือกช่วงเวลาของ Pivot Point ให้เหมาะกับ Timeframe

ระดับ Pivot Point จะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาที่ใช้คำนวณ ได้แก่ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี หลักการคือเลือกช่วงเวลาของ Pivot ให้ใหญ่กว่ากราฟที่คุณกำลังดู เพื่อให้ระดับมีนัยสำคัญพอ

  • Pivot รายวัน เหมาะกับการเทรดบนกราฟ M30 ลงไปและกรอบเวลาระหว่างวันที่สั้น โดยใช้ราคาของวันก่อนหน้า ระดับจะอัปเดตทุกวัน
  • Pivot รายสัปดาห์ เหมาะกับกราฟ H1, H4 และ D1 ใช้ราคาของสัปดาห์ก่อนหน้า และจะไม่เปลี่ยนจนกว่าสัปดาห์ใหม่จะเริ่ม
  • Pivot รายเดือน เหมาะกับการวิเคราะห์บนกราฟรายสัปดาห์ เพราะรวบรวมข้อมูลจากเดือนก่อนหน้า
  • Pivot รายปี เหมาะกับการมองภาพใหญ่บนกราฟรายเดือน

วิธีใช้ Pivot Point ในการเทรด

วิธีเทรดด้วย pattern forex compressed
วิธีใช้ Pivot Point ในการเทรด

มีหลายวิธีในการนำ Pivot Point ไปใช้ ต่อไปนี้คือสามแนวทางที่พบบ่อยที่สุด โดยทั้งหมดควรถือเป็น หลักประกอบการวิเคราะห์ ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายที่ต้องทำตามทันที

ใช้เป็นแนวรับ-แนวต้าน (Range Trading)

วิธีพื้นฐานที่สุดคือใช้ระดับ Pivot เป็นแนวรับ-แนวต้านแบบดั้งเดิม เทรดเดอร์สายเทรดในกรอบมักวางออเดอร์ฝั่งซื้อใกล้แนวรับ และฝั่งขายใกล้แนวต้าน

  • หากราคาเคลื่อนเข้าหาแนวต้าน อาจพิจารณาวาง Sell Limit พร้อม Stop Loss เหนือแนวต้าน
  • หากราคาเคลื่อนเข้าหาแนวรับ อาจพิจารณาวาง Buy Limit พร้อม Stop Loss ใต้แนวรับ

จำไว้ว่าแนวรับจะกลายเป็นแนวต้านเมื่อราคาหลุดลงไปอยู่ต่ำกว่า และแนวต้านจะกลายเป็นแนวรับเมื่อราคาขึ้นไปอยู่เหนือกว่า

ใช้จับจังหวะ Breakout ระดับสำคัญ

เทรดเดอร์สายทะลุกรอบใช้ Pivot Point เพื่อหาระดับวิกฤตที่ราคาอาจพุ่งทะลุ เมื่อราคาผ่านระดับเหล่านี้ไป มักตามมาด้วยการเคลื่อนไหวต่อเนื่องในทิศทางนั้น เช่น หากเห็นแนวโน้มขาขึ้นแข็งแรงและราคาทะลุแนวต้านแรกได้ อาจพิจารณาเปิด Buy โดยตั้งเป้า Take Profit ที่แนวต้านถัดไป และวาง Stop Loss ใต้แนวต้านที่เพิ่งทะลุ

อย่างไรก็ตาม ควรระวังเรื่อง การทะลุหลอก (false breakout) ซึ่งมักเกิดในช่วงข่าวสำคัญหรือช่วงเปิดเซสชันใหม่ที่เทรดเดอร์จำนวนมากเข้าตลาดพร้อมกัน การติดตามปฏิทินเศรษฐกิจและรอการยืนยันก่อนเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงนี้

ใช้ดูแนวโน้มตลาด

เส้น Pivot กลางยังใช้ประเมินอารมณ์ตลาดโดยรวมได้: หากราคาอยู่เหนือ PP มักสะท้อนโทนขาขึ้นและฝั่งผู้ซื้อมีแรง ในทางกลับกัน หากราคาอยู่ต่ำกว่า PP มักสะท้อนโทนขาลงและฝั่งผู้ขายได้เปรียบ การใช้ PP เป็นเส้นแบ่งจึงช่วยกำหนดอคติทิศทาง (bias) ก่อนเข้าเทรดได้

วิธีตั้งค่า Pivot Point Indicator บน MT4, MT5 และ TradingView

what is prop firm trading182766
วิธีตั้งค่า Pivot Point Indicator บน MT4, MT5 และ TradingView

ชุดอินดิเคเตอร์มาตรฐานของ MetaTrader ไม่มี Pivot Point มาให้ในตัว จึงต้องเพิ่มเป็น custom indicator ขั้นตอนคร่าว ๆ มีดังนี้:

  • เปิด MetaTrader แล้วไปที่ File – Open Data Folder
  • วางไฟล์อินดิเคเตอร์ (.mq4 สำหรับ MT4 หรือ .mq5 สำหรับ MT5) ลงในโฟลเดอร์ Indicators
  • รีโหลดหรือรีสตาร์ตโปรแกรม แล้วไปที่ Insert – Indicators – Custom เพื่อเพิ่มลงในกราฟ
  • ในแถบ Inputs สามารถกำหนดช่วงเวลาและประเภทของ Pivot Point ได้ และปรับเปลี่ยนภายหลังในหน้าตั้งค่า

สำหรับ TradingView สะดวกกว่าตรงที่มีเครื่องมือ Pivot Points Standard ให้เลือกได้จากเมนู Indicators โดยตรง สามารถเลือกประเภท (Classic, Woodie, Camarilla, Fibonacci) และช่วงเวลาได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งไฟล์เพิ่ม

Checklist อ่าน Pivot Point ก่อนวางแผนเทรด

เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเป็นระบบ ลองทำตามลำดับ 5 ขั้นตอนนี้ก่อนเข้าเทรดทุกครั้ง:

  • เลือกประเภทและช่วงเวลาของ Pivot ให้ตรงกับ timeframe ที่เทรด
  • ดูตำแหน่งราคาปัจจุบันเทียบกับเส้น PP เพื่อกำหนดอคติทิศทาง (เหนือ = โทนขาขึ้น, ใต้ = โทนขาลง)
  • ระบุระดับแนวรับ-แนวต้าน (S/R) ที่ใกล้ราคาที่สุดเป็นเป้าหมายและจุดสกัด
  • รอการยืนยัน เช่น สัญญาณเด้งจากระดับ หรือการทะลุที่ชัดเจน ก่อนตัดสินใจ
  • กำหนด Stop Loss และ Take Profit ตามระดับ Pivot ที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk/reward) ให้คุ้มค่า

ข้อดีและข้อจำกัดของ Pivot Point

ข้อดี: ให้ระดับแนวรับ-แนวต้านที่เป็นกลางและคำนวณซ้ำได้ ใช้งานง่าย เหมาะกับการเทรดระหว่างวัน และนำไปใช้ได้กับเกือบทุกตลาด อีกทั้งยังเป็นระดับที่เทรดเดอร์จำนวนมากจับตาดู ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาของราคาบริเวณนั้น

ข้อจำกัด: Pivot Point เป็นระดับที่คำนวณจากข้อมูลในอดีต จึงไม่ได้การันตีว่าราคาจะเคารพระดับเสมอไป ในตลาดที่ผันผวนสูงหรือช่วงข่าวแรง ๆ อาจเกิด false breakout ได้บ่อย ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้ Pivot Point ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น แนวโน้ม โครงสร้างราคา หรืออินดิเคเตอร์ยืนยัน และต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pivot Point

ข้อผิดพลาดที่ 6 เปลี่ยนกลยุทธ์ระหว่าง Challenge compressed
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pivot Point

Pivot Point เหมาะกับมือใหม่ไหม

เหมาะมาก เพราะให้ระดับแนวรับ-แนวต้านที่ชัดเจนโดยไม่ต้องลากเส้นเอง ช่วยให้มือใหม่มีกรอบอ้างอิงในการวางแผนเข้า-ออก แต่ก็ควรเรียนรู้ที่มาของสูตรและฝึกอ่านปฏิกิริยาของราคาควบคู่กันไป

ใช้กับหุ้น Forex หรือ Crypto ได้ไหม

ได้ เพราะ Pivot Point ใช้เพียงราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของช่วงก่อนหน้า จึงประยุกต์ได้กับทุกตลาดที่มีข้อมูลราคาเหล่านี้ ทั้ง Forex หุ้น ทองคำ ดัชนี และคริปโต

ควรใช้ Pivot Point ประเภทไหนและช่วงเวลาใด

มือใหม่ควรเริ่มจากแบบ Classic และเลือกช่วงเวลาให้ใหญ่กว่ากราฟที่ดู เช่น ใช้ Pivot รายวันกับกราฟระหว่างวัน หรือ Pivot รายสัปดาห์กับกราฟ H1-H4 เมื่อคุ้นเคยแล้วจึงลองเปรียบเทียบกับ Woodie, Camarilla หรือ Fibonacci

ใช้ Pivot Point ตัวเดียวพอไหม

ใช้เดี่ยว ๆ ได้ แต่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แนวโน้มและเครื่องมืออื่นเพื่อยืนยันสัญญาณ เพราะ Pivot Point บอกได้แค่ “ระดับที่น่าสนใจ” ไม่ได้บอกทิศทางที่แน่นอน การประกอบหลายปัจจัยเข้าด้วยกันพร้อมการบริหารความเสี่ยงจะช่วยให้การตัดสินใจมีคุณภาพขึ้น

สรุปได้ว่า Pivot Point เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนการหาแนวรับ-แนวต้านจากการคาดเดาให้เป็นระดับที่คำนวณได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะใช้เพื่อเทรดในกรอบ จับ breakout หรือดูแนวโน้ม สิ่งสำคัญคือเลือกประเภทและช่วงเวลาให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ ฝึกใช้จนชำนาญ และอย่าลืมบริหารความเสี่ยงควบคู่กันเสมอ

สรุป

Pivot Point เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีประโยชน์สำหรับการระบุแนวรับ แนวต้าน และแนวโน้มของราคาในตลาดการเงิน ด้วยวิธีการคำนวณที่ไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ควรใช้ Pivot Point ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม การเรียนรู้และฝึกฝนการใช้งานอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและโอกาสในการประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ support@wemastertrade.com ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form