Elliott Wave: คู่มือเชิงระบบสำหรับนักเทรด Forex

Last updated: 15/06/2026

เป็นทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตลาดการเงิน โดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวเป็นรูปแบบคลื่นตามจิตวิทยาของนักลงทุนและพฤติกรรมของตลาด ทฤษฎีนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุแนวโน้ม คาดการณ์ทิศทางราคา และค้นหาโอกาสในการเข้าซื้อหรือขายได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการแบ่งคลื่นออกเป็นช่วงขาขึ้นและช่วงปรับฐาน Elliott Wave จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึกและวางแผนกลยุทธ์การลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดหลัก (Core Concept)

ทฤษฎีพื้นฐาน

Elliott Wave Theory ถูกพัฒนาโดย Ralph Nelson Elliott ในช่วงทศวรรษ 1930 จากการสังเกตข้อมูลตลาดย้อนหลังหลายสิบปี Elliott พบสิ่งที่ดูเหมือนความวุ่นวายของราคา แท้จริงแล้วมี “ความเป็นระเบียบซ้ำ ๆ” ซ่อนอยู่ ราคาในตลาดไม่ได้เคลื่อนที่แบบสุ่ม แต่เคลื่อนที่เป็น รูปแบบคลื่นที่ซ้ำตัวเอง ในทุกระดับเวลา (timeframe)

หัวใจของทฤษฎีคือสองข้อความนี้:

ตลาดเคลื่อนที่ตามทิศทางหลักด้วยคลื่น 5 ลูก (Motive / Impulse) และเคลื่อนที่สวนทิศทางหลักด้วยคลื่น 3 ลูก (Corrective) วงจร 5-3 นี้คือ “อะตอม” ของทฤษฎี Elliott ทุกอย่างที่ซับซ้อนกว่านี้ล้วนประกอบขึ้นจากหน่วยพื้นฐานนี้

ตรรกะเบื้องหลัง — ทำไมตลาดถึงเคลื่อนเป็นคลื่น

นี่คือชั้นที่คนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มันสำคัญที่สุด

คลื่นเกิดขึ้นเพราะ จิตวิทยาหมู่ของมนุษย์ ตลาดประกอบด้วยคนจำนวนมากที่มีอารมณ์ร่วมกัน คือความโลภและความกลัว ที่สลับกันเป็นวงจร เมื่อราคาขึ้น คนเริ่มมั่นใจ ความโลภดันราคาต่อ จนถึงจุดที่มันสุดโต่ง แล้วความกลัวก็เข้ามาแก้ไข (correction) วงจรนี้ไม่เคยเปลี่ยน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน

ดังนั้น Elliott Wave จึงไม่ได้ “ทำนายอนาคต” แต่มันคือ แผนที่ของพฤติกรรมหมู่ ที่บอกว่าตอนนี้ฝูงชนอยู่ในอารมณ์ขั้นไหนของวงจร เมื่อคุณคิดแบบนี้ คุณจะเลิกถามว่า “คลื่นนี้จะขึ้นไหม” และเริ่มถามว่า “ตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ไหน และโครงสร้างบอกอะไรเรา”

อีกแนวคิดสำคัญคือ Fractal หรือคุณสมบัติซ้ำตัวเองข้ามสเกล คลื่นลูกหนึ่งบนกราฟรายเดือน เมื่อซูมเข้าไปดูในกราฟราย 1 ชั่วโมง จะเห็นว่ามันประกอบด้วยคลื่นย่อยที่มีโครงสร้างเดียวกัน นี่หมายความว่าตรรกะเดียวใช้ได้กับทุก timeframe ใน Forex

โครงสร้างของ Elliott Wave (Structure)

โครงสร้างของ Elliott Wave Structure compressed
โครงสร้างของ Elliott Wave (Structure)

องค์ประกอบหลัก

เมื่อเข้าใจว่าทำไมตลาดเคลื่อนเป็นคลื่น ตอนนี้เรามาดูว่าคลื่นเหล่านั้นมีหน้าตาอย่างไร

โครงสร้างขาเคลื่อนหลัก (Motive / Impulse — 5 คลื่น)

ในแนวโน้มขาขึ้น โครงสร้าง Impulse จะถูกนับเป็น 1-2-3-4-5 โดย:

คลื่น 1, 3, 5 คือคลื่นไปตามทิศทางหลัก (เรียกว่า actionary หรือ impulse waves) ส่วนคลื่น 2 และ 4 คือคลื่นพักตัวสวนทิศทาง (corrective waves) ภายในแนวโน้มใหญ่ คลื่น 1 คือการเริ่มต้นที่ตลาดยังไม่เชื่อ คลื่น 3 มักเป็นคลื่นที่แรงและยาวที่สุดเพราะฝูงชนเริ่มเข้าร่วม และคลื่น 5 คือช่วงสุดท้ายที่อารมณ์ถึงจุดสูงสุด

โครงสร้างขาปรับฐาน (Corrective — 3 คลื่น)

หลังจบ 5 คลื่น ตลาดจะปรับฐานด้วยโครงสร้าง 3 คลื่น นับเป็น A-B-C คลื่น A และ C ไปในทิศปรับฐาน ส่วน B เป็นการเด้งสวนชั่วคราว นี่คือช่วงที่ความกลัวเข้ามาแก้ไขความโลภที่สะสมไว้

ระดับของคลื่น (Degree)

เพราะคลื่นเป็น Fractal มันจึงมี “ระดับ” หรือ Degree ซ้อนกัน คลื่น 1 ใหญ่หนึ่งลูก เมื่อซูมเข้าไปจะเห็นเป็น 5 คลื่นย่อย และคลื่น 2 ใหญ่จะเห็นเป็น 3 คลื่นย่อย Elliott ตั้งชื่อระดับเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ Grand Supercycle ลงมาจนถึง Subminuette แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ชื่อ แต่คือการเข้าใจว่า คลื่นทุกลูกมีคลื่นภายในเสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ

นี่คือกุญแจ องค์ประกอบทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยตรรกะนี้:

คลื่น Impulse 5 ลูก เมื่อจบแล้วต้องตามด้วย Corrective 3 ลูกเสมอ รวมเป็นหนึ่งวงจรสมบูรณ์ (5+3 = 8 คลื่น) จากนั้นวงจร 8 คลื่นนี้กลายเป็นเพียง “หนึ่งคลื่น” ของระดับที่ใหญ่กว่า การเข้าใจความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นนี้ ทำให้คุณรู้ว่าหลังคลื่นหนึ่งจบ คุณควรคาดหวังโครงสร้างแบบใดต่อ ไม่ใช่เดาสุ่ม

ใน Forex เช่น EUR/USD เมื่อคุณเห็น Impulse 5 ลูกชัดเจนบนกราฟ H4 คุณจะรู้ทันทีว่าควรเตรียมรับการปรับฐาน A-B-C และจะไม่รีบไล่ราคาในจุดที่อันตราย

กฎสำคัญ (Rules)

ชั้นนี้คือสิ่งที่แยก Elliott Wave ออกจากการ “ลากเส้นมั่ว” กฎมีสองประเภท: กฎบังคับที่ห้ามละเมิด และเงื่อนไขยืนยันที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

กฎบังคับ (Hard Rules) — ห้ามละเมิดเด็ดขาด

สำหรับโครงสร้าง Impulse 5 คลื่น มีกฎเหล็ก 3 ข้อ ถ้าละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง แสดงว่าการนับคลื่นของคุณผิด ต้องนับใหม่ทันที:

กฎข้อที่ 1: คลื่น 2 ต้องไม่ย้อนกลับเกิน 100% ของคลื่น 1 พูดง่าย ๆ คือจุดจบของคลื่น 2 ต้องไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 (ในขาขึ้น) ถ้าราคาลงต่ำกว่านั้น แปลว่าคลื่น 1 ที่คุณนับไว้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นจริง

กฎข้อที่ 2: คลื่น 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดในบรรดาคลื่น 1, 3, 5 โดยทั่วไปคลื่น 3 มักยาวที่สุด แต่กฎกำหนดเพียงว่าห้ามสั้นที่สุด นี่สะท้อนตรรกะที่ว่าคลื่น 3 คือช่วงที่แรงผลักดันของตลาดสูงสุด

กฎข้อที่ 3: คลื่น 4 ต้องไม่ทับซ้อน (overlap) เข้าไปในโซนราคาของคลื่น 1 หมายความว่าจุดต่ำสุดของคลื่น 4 ต้องไม่ลงไปแตะโซนราคาสูงสุดของคลื่น 1 (ในขาขึ้น) ข้อยกเว้นมีเฉพาะในรูปแบบ Diagonal ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

เงื่อนไขยืนยัน (Guidelines)

นอกจากกฎบังคับ ยังมีแนวทางที่ช่วยยืนยัน แม้ไม่ใช่กฎตายตัว แต่เพิ่มความมั่นใจได้มาก:

Alternation (การสลับ): ถ้าคลื่น 2 ปรับฐานแบบเร็วและชัน (sharp) คลื่น 4 มักจะปรับฐานแบบยืดเยื้อด้านข้าง (sideways) และในทางกลับกัน ตลาดมักไม่ทำรูปแบบเดิมซ้ำสองครั้งติดกัน

Fibonacci Relationships: คลื่นต่าง ๆ มักสัมพันธ์กันด้วยอัตราส่วน Fibonacci เช่น คลื่น 2 มักย้อน 50-61.8% ของคลื่น 1, คลื่น 3 มักขยายเป็น 161.8% ของคลื่น 1, และคลื่น 4 มักย้อน 23.6-38.2% ของคลื่น 3 อัตราส่วนเหล่านี้คือเครื่องมือสำคัญในการหาเป้าหมายราคา

Channeling: คลื่นที่ถูกต้องมักเคลื่อนอยู่ในกรอบช่องราคา (channel) ที่ลากขนานกันได้ ช่วยยืนยันว่าโครงสร้างสมเหตุสมผล

รูปแบบที่พบบ่อย (Variations)

รูปแบบที่พบบ่อย Variations compressed
รูปแบบที่พบบ่อย (Variations)

โลกจริงไม่ได้สวยงามเหมือนตำรา คลื่นใน Forex มักบิดเบี้ยวและซับซ้อน นี่คือเหตุผลที่คุณต้องรู้จัก “รูปแบบย่อย” เพื่อไม่ให้สับสน

กรณีในขาเคลื่อนหลัก (Motive Variations)

Extension (คลื่นขยาย): หนึ่งในสามคลื่น (1, 3, หรือ 5) มักยืดยาวเกินปกติ ใน Forex คลื่น 3 เป็นคลื่นที่ extend บ่อยที่สุด เมื่อเกิด extension คลื่นนั้นจะมีคลื่นย่อยที่นับได้ชัดเจน ทำให้บางครั้งดูเหมือนมีคลื่นมากกว่า 5 ลูก

Diagonal (รูปสามเหลี่ยมทแยง): เป็น Impulse รูปแบบพิเศษที่คลื่นบีบตัวเป็นลิ่ม (wedge) มักเกิดที่คลื่น 1 (Leading Diagonal) หรือคลื่น 5 (Ending Diagonal) ในรูปแบบนี้ คลื่น 4 อนุญาต ให้ทับซ้อนคลื่น 1 ได้ Ending Diagonal เป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มกำลังหมดแรงและใกล้กลับตัว

กรณีในขาปรับฐาน (Corrective Variations)

ขาปรับฐานคือส่วนที่ยากที่สุดของ Elliott Wave เพราะมีหลายรูปแบบ:

Zigzag (5-3-5): การปรับฐานแบบชันและเร็ว A และ C เป็น 5 คลื่น มักเกิดในคลื่น 2

Flat (3-3-5): การปรับฐานแบบด้านข้าง คลื่น B มักย้อนเกือบเท่าคลื่น A มักเกิดในคลื่น 4

Triangle (3-3-3-3-3): ราคาบีบตัวเป็นสามเหลี่ยม 5 ขา (A-B-C-D-E) มักเกิดในคลื่น 4 หรือคลื่น B เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังพักก่อนเคลื่อนครั้งสุดท้ายไปตามทิศทางเดิม

Combination (รูปแบบผสม): การปรับฐานหลายแบบต่อกันด้วยตัวเชื่อม (เรียก W-X-Y หรือ W-X-Y-X-Z) เกิดเมื่อตลาดต้องการ “ฆ่าเวลา” นานกว่าปกติ

เมื่อใดจึงปรากฏ

หลักจำง่าย: รูปแบบ Zigzag ที่ชันมักอยู่ในคลื่น 2 ส่วนรูปแบบด้านข้างอย่าง Flat และ Triangle มักอยู่ในคลื่น 4 และคลื่น B นี่กลับไปเชื่อมโยงกับกฎ Alternation ที่กล่าวไว้ — ตลาดสลับระหว่างการปรับฐานแบบเร็วและแบบช้า

การตีความ (Interpretation)

การตีความ Interpretation compressed
การตีความ (Interpretation)

ตอนนี้คุณมีองค์ประกอบ กฎ และรูปแบบครบแล้ว ชั้นนี้คือการ “อ่าน” ว่าตลาดกำลังบอกอะไร

กำลังเกิดอะไรขึ้นในตลาด

เมื่อมองกราฟ EUR/USD สิ่งแรกที่ต้องระบุคือ: ตอนนี้ตลาดอยู่ในขาเคลื่อนหลัก (5 คลื่น) หรือขาปรับฐาน (3 คลื่น) คำตอบนี้เปลี่ยนทุกอย่าง

ถ้าคุณนับได้ว่ากำลังอยู่ในคลื่น 3 ของขาขึ้น แปลว่าคุณอยู่ในช่วงที่แรงผลักดันสูงสุด ควรเทรดตามแนวโน้มอย่างมั่นใจ แต่ถ้าคุณนับได้ว่ากำลังอยู่ในคลื่น 5 แปลว่าแนวโน้มกำลังจะหมดแรง ควรระวังและเริ่มมองหาการกลับตัว และถ้าคุณอยู่ในขา A-B-C แปลว่าตลาดกำลังปรับฐาน ไม่ควรไล่ตามแนวโน้มหลักจนกว่าการปรับฐานจะจบ

ความหมายของแต่ละสัญญาณ

จุดจบคลื่น 2 คือหนึ่งในจุดที่ดีที่สุดในการเข้าเทรด เพราะคลื่น 3 ที่แรงที่สุดกำลังจะเริ่ม สัญญาณคือราคาย้อนมาที่ระดับ Fibonacci 50-61.8% ของคลื่น 1 แล้วเริ่มกลับตัว

คลื่น 3 ทะลุยอดคลื่น 1 คือการยืนยันว่าแนวโน้มแข็งแรงจริง ฝูงชนเข้าร่วมแล้ว

การเกิด Ending Diagonal ในคลื่น 5 หรือ Divergence ของโมเมนตัม (ราคาทำจุดสูงใหม่แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม) คือสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มใกล้จบ

การละเมิดกฎเหล็ก เช่นคลื่น 4 ทับซ้อนคลื่น 1 คือสัญญาณว่าการนับของคุณผิด หรือโครงสร้างไม่ใช่ Impulse — ต้องประเมินใหม่ทันที

หัวใจของการตีความคือ: อย่ามีเพียงสถานการณ์เดียว นักวิเคราะห์ที่เก่งจะมี “ฉากหลัก” (primary count) และ “ฉากสำรอง” (alternate count) เสมอ และรู้ว่าราคาระดับใดจะทำให้ต้องสลับฉาก นี่คือวิธีคิดที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่ดื้อรั้น

การประยุกต์ใช้ในการเทรด (Application)

การประยุกต์ใช้ในการเทรด Application compressed
การประยุกต์ใช้ในการเทรด (Application)

ทุกชั้นที่ผ่านมานำมาสู่จุดนี้ — การแปลงความเข้าใจเป็นออเดอร์จริง ผมจะใช้ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อยใน Forex: การเข้าเทรดที่จุดจบคลื่น 2 เพื่อรับคลื่น 3

จุดเข้า (Entry)

สถานการณ์ที่มีความน่าจะเป็นสูงที่สุดคือการเข้าที่ปลายคลื่น 2 เพราะคุณกำลังจะได้คลื่น 3 ที่ยาวและแรง โดยมีจุดความเสี่ยงที่ชัดเจน

ขั้นตอน: ระบุคลื่น 1 ที่เป็น Impulse 5 คลื่นย่อยชัดเจนก่อน จากนั้นรอราคาย้อนกลับมาที่โซน Fibonacci 50-61.8% ของคลื่น 1 มองหาสัญญาณการกลับตัวในกราฟ timeframe เล็กลง เช่น การจบโครงสร้าง Zigzag ของคลื่น 2 หรือแท่งเทียนกลับตัว แล้วจึงเข้าออเดอร์ในทิศทางของแนวโน้มหลัก

จุดตัดขาดทุน (Stop Loss)

นี่คือจุดแข็งที่สุดของ Elliott Wave — มันให้จุด SL ที่มีตรรกะ ไม่ใช่การเดา

วาง Stop Loss ไว้ใต้จุดเริ่มต้นของคลื่น 1 (ในขาขึ้น) เล็กน้อย เหตุผลมาจากกฎเหล็กข้อที่ 1: ถ้าราคาลงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นคลื่น 1 แปลว่าการนับคลื่นผิดทันที สมมติฐานของคุณถูกทำลาย ดังนั้นการถือต่อจึงไม่มีเหตุผล จุด SL นี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “เส้นที่บอกว่าคุณคิดผิด” การวาง SL ที่ผูกกับกฎทำให้คุณตัดขาดทุนด้วยตรรกะ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์

จุดทำกำไร (Take Profit)

ใช้ Fibonacci Extension ของคลื่น 1 เพื่อกำหนดเป้าหมายคลื่น 3:

เป้าหมายแรกที่ระดับ 161.8% ของคลื่น 1 (วัดจากปลายคลื่น 2) เป็นเป้าหมายที่พบบ่อยที่สุดของคลื่น 3 ถ้าคลื่น 3 เป็น extension เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 261.8% กลยุทธ์ที่ดีคือทยอยปิดบางส่วนที่เป้าหมายแรก เลื่อน SL มาที่จุดคุ้มทุน แล้วปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งต่อ

ด้วยโครงสร้างนี้ คุณจะได้อัตราส่วน Risk:Reward ที่ดีมาก เพราะความเสี่ยง (ระยะถึง SL ใต้คลื่น 1) มักเล็กกว่าผลตอบแทน (ระยะถึงเป้าหมายคลื่น 3) อย่างมีนัยสำคัญ มักได้ 1:3 ขึ้นไป นี่คือเหตุผลที่นักเทรดมืออาชีพชอบเข้าที่จุดจบคลื่น 2

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common Mistakes)

นับคลื่นแบบบังคับให้เข้ากับใจตัวเอง นี่คือบาปที่ใหญ่ที่สุด นักเทรดมือใหม่มักมีอคติว่าราคาจะขึ้น แล้วลากคลื่นให้สนับสนุนความเชื่อนั้น โดยมองข้ามกฎเหล็ก จงให้กราฟบอกคุณ ไม่ใช่คุณบอกกราฟ

ละเลยกฎเหล็ก ถ้าคลื่น 4 ทับซ้อนคลื่น 1 แล้วคุณยังฝืนนับเป็น Impulse คุณกำลังหลอกตัวเอง กฎมีไว้เพื่อป้องกันคุณ

ไม่มีฉากสำรอง การยึดติดกับการนับเดียวทำให้คุณตาบอดเมื่อตลาดทำสิ่งที่ไม่คาดคิด มืออาชีพมีแผน B เสมอ

นับคลื่นใน timeframe เดียว การมองเฉพาะ M15 โดยไม่ดูภาพใหญ่ใน H4 หรือ Daily ทำให้คุณหลงทาง เพราะคลื่นเล็กต้องสอดคล้องกับคลื่นใหญ่

เข้าเทรดในคลื่นปรับฐานที่ซับซ้อน คลื่นปรับฐาน (โดยเฉพาะ Combination และ Triangle) คาดเดายากที่สุด การพยายามเทรดทุกคลื่นย่อยในช่วงนี้มักนำไปสู่การขาดทุนซ้ำ ๆ บางครั้งการ “ไม่เทรด” คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด

ใช้ Elliott Wave เดี่ยว ๆ โดยไม่มีการบริหารความเสี่ยงหรือการยืนยันจากเครื่องมืออื่น

ข้อจำกัด (Limitations)

ในฐานะนักวิเคราะห์ที่ซื่อสัตย์ ผมต้องบอกข้อจำกัดเหล่านี้:

ความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity): นักวิเคราะห์ 10 คนอาจนับคลื่นเดียวกันได้ต่างกัน เพราะการตีความขึ้นกับประสบการณ์ Elliott Wave ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ให้คำตอบเดียว แต่เป็นการประเมินความน่าจะเป็น

ความชัดเจนหลังเหตุการณ์ (Hindsight): คลื่นมักดูชัดเจนเมื่อมองย้อนหลัง แต่ขณะที่ราคากำลังเคลื่อน การระบุว่าตอนนี้เป็นคลื่นไหนนั้นยากกว่ามาก โดยเฉพาะปลายคลื่น 4 และคลื่น 5

ไม่ใช่เครื่องมือจับเวลาที่แม่นยำ: Elliott Wave บอกโครงสร้างและทิศทางที่น่าจะเป็น แต่ไม่ได้บอกเวลาที่แน่นอนว่าคลื่นจะจบเมื่อใด

ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน: การนับคลื่นให้แม่นต้องอาศัยการฝึกหลายปี ไม่มีทางลัด

ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ทฤษฎีไร้ค่า แต่บอกว่าคุณต้องใช้มันเป็น กรอบความน่าจะเป็น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเสมอ ไม่ใช่ลูกแก้ววิเศษ

บทสรุป

Elliott Wave ไม่ใช่สูตรที่จะทำให้คุณรวยข้ามคืน แต่คือ ระบบความคิด ที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าตลาดเคลื่อนที่ด้วยจิตวิทยาหมู่ที่ซ้ำตัวเองเป็นวงจร 5-3. ความรู้ที่คุณได้สร้างขึ้นเป็นชั้น ๆ ในบทความนี้คือ: เริ่มจากตรรกะว่าทำไมตลาดจึงเป็นคลื่น (จิตวิทยาและ Fractal) ไปสู่โครงสร้าง 5-3 และระดับคลื่น จากนั้นกฎเหล็ก 3 ข้อที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างถูกกับผิด แล้วต่อด้วยรูปแบบย่อยที่ทำให้คุณรับมือตลาดจริงได้ จนนำไปสู่การตีความว่าตลาดบอกอะไร และสุดท้ายการแปลงทั้งหมดเป็น Entry, Stop Loss และ Take Profit ที่มีตรรกะรองรับ

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ [email protected] ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form