Drawdown คือการลดลงของมูลค่าบัญชีจากจุดสูงสุดก่อนหน้าไปยังจุดต่ำสุดถัดมา ก่อนที่บัญชีจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง พูดให้ง่ายคือ มันวัดว่า “บัญชีเคยลงลึกแค่ไหนจากยอดสูงสุด” ไม่ใช่แค่ว่าวันนี้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร สำหรับเทรดเดอร์ Forex, Gold, Crypto และคนที่เทรด Prop Firm การเข้าใจ drawdown สำคัญมาก เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่รอดของบัญชี ต่อให้ระบบเทรดมีกำไรในระยะยาว แต่ถ้า drawdown สูงเกินไป คุณอาจหมดทุน โดนบังคับปิดสถานะ หรือผิดกฎ Prop Firm ก่อนที่ระบบจะมีโอกาสกลับมาทำกำไร
Drawdown คืออะไร
Drawdown คือการวัด “ระยะการลดลง” ของเงินทุนในพอร์ตลงทุน นับจากจุดสูงสุด (peak) ลงมาถึงจุดต่ำสุด (trough) ก่อนที่พอร์ตจะกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง พูดง่าย ๆ คือมันบอกว่าเงินในพอร์ตของคุณเคยถอยจากจุดที่เคยกำไรสูงสุดมามากแค่ไหน
หลายคนมักโฟกัสแค่กำไรที่ทำได้ แต่ในมุมการบริหารความเสี่ยง Drawdown สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันสะท้อนว่ากลยุทธ์การเทรดของคุณ “เจ็บหนัก” ได้แค่ไหนในช่วงที่ตลาดไม่เป็นใจ เทรดเดอร์มืออาชีพ กองทุน และแพลตฟอร์ม Copytrade ต่าง ๆ จึงใช้ค่านี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักเพื่อประเมินคุณภาพและความยั่งยืนของระบบเทรด
โดยทั่วไป Drawdown จะแสดงเป็น เปอร์เซ็นต์การขาดทุน จากจุดสูงสุด เพื่อให้เปรียบเทียบได้ง่ายไม่ว่าขนาดพอร์ตจะเล็กหรือใหญ่ เช่น พอร์ตที่ลดจาก 10,000 ดอลลาร์เหลือ 8,000 ดอลลาร์ ถือว่ามี Drawdown 20% เท่ากับพอร์ต 1,000,000 ดอลลาร์ที่ลดเหลือ 800,000 ดอลลาร์

ดูเพิ่มเติม:
- วิธีบริหารเงินทุน ในตลาด Forex: คู่มือฉบับเทรดได้จริงจาก STARTRADER Academy
- Forex Lot Size Risk Calculation คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการเทรด Forex
- MT5 Risk Management: A Practical Guide for Traders
- Consistency in Funded Trading: ทำไมเทรดเดอร์เก่ง ๆ ถึงยังหลุดบัญชี และอะไรที่พวกเขาเข้าใจผิดมาตลอด
ค่า DD ในการเทรดหมายถึงอะไร
ค่า DD (ย่อมาจาก Drawdown) เป็นตัวเลขที่บอกระดับการถอยของเงินทุนในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อพูดถึง “ค่า DD ในการเทรด” เรามักหมายถึงเปอร์เซ็นต์ที่พอร์ตหรือบัญชีลดลงจากยอดสูงสุด ค่านี้ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะหมายความว่าระบบเทรดควบคุมความเสี่ยงได้ดีและไม่ทำให้เงินทุนผันผวนรุนแรง
ค่า DD มักถูกใช้ควบคู่กับผลตอบแทน เพื่อดูว่ากำไรที่ได้มา “คุ้มกับความเสี่ยง” หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ระบบ A ทำกำไร 30% ต่อปีแต่มี Drawdown สูงสุด 50% ขณะที่ระบบ B ทำกำไร 20% ต่อปีแต่ Drawdown สูงสุดแค่ 10% หลายคนจะมองว่าระบบ B น่าเชื่อถือกว่า เพราะให้ผลตอบแทนที่ราบเรียบและทนทานต่อความผันผวนได้มากกว่า
ค่า DD สามารถวัดได้หลายรูปแบบ ดังนี้:
- Absolute Drawdown คือส่วนที่ลดลงจากเงินทุนเริ่มต้น (initial deposit) จนถึงจุดต่ำสุด บอกว่าคุณเคยขาดทุนต่ำกว่าทุนตั้งต้นมากที่สุดเท่าไร
- Maximum Drawdown หรือ Drawdown สูงสุด คือระยะการลดลงที่มากที่สุด นับจากจุดสูงสุดลงสู่จุดต่ำสุดตลอดช่วงเวลาที่วัด ถือเป็นค่าที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด
- Relative Drawdown คือ Maximum Drawdown ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับยอดเงินสูงสุดในขณะนั้น
วิธีคำนวณ Drawdown
สูตรพื้นฐานของ Drawdown เป็นเปอร์เซ็นต์คำนวณได้ง่าย ๆ ดังนี้:
Drawdown (%) = ((จุดสูงสุด − จุดต่ำสุด) ÷ จุดสูงสุด) × 100
สมมติพอร์ตของคุณเติบโตขึ้นไปสูงสุดที่ 12,000 ดอลลาร์ จากนั้นเกิดช่วงขาดทุนทำให้เหลือ 9,000 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นกลับมา ค่า Drawdown ในรอบนั้นคือ:
((12,000 − 9,000) ÷ 12,000) × 100 = 25%
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างเส้นทางของพอร์ตหนึ่งและการวัด Drawdown ในแต่ละช่วง:
| เดือน | ยอด Equity (USD) | จุดสูงสุดที่เคยทำได้ | Drawdown (%) |
|---|---|---|---|
| ม.ค. | 10,000 | 10,000 | 0% |
| ก.พ. | 11,500 | 11,500 | 0% |
| มี.ค. | 9,200 | 11,500 | 20% |
| เม.ย. | 8,050 | 11,500 | 30% |
| พ.ค. | 10,800 | 11,500 | 6.1% |
| มิ.ย. | 12,300 | 12,300 | 0% |
จากตาราง จุดสูงสุดก่อนเกิดการลดลงคือ 11,500 ดอลลาร์ และจุดต่ำสุดคือ 8,050 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ดังนั้น Maximum Drawdown ของช่วงนี้คือ 30% เมื่อพอร์ตทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 12,300 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ค่า Drawdown จึงกลับเป็น 0% และเริ่มนับรอบใหม่
ทำไม Drawdown ไม่ลดลงแม้กลับมาทำกำไรได้

คำถามที่พบบ่อยคือ “ทำไมทำกำไรกลับมาแล้ว แต่ค่า Maximum Drawdown ยังเท่าเดิม” คำตอบอยู่ที่นิยามของมันเอง Maximum Drawdown คือ “สถิติการลดลงที่ลึกที่สุดที่เคยเกิดขึ้น” ในช่วงเวลาที่วัด ดังนั้นมันจึงเป็นค่าที่ถูก “บันทึกไว้แล้ว” และจะไม่ลดลงเพียงเพราะคุณทำกำไรคืนมาบางส่วน
ลองดูจากตารางด้านบน ในเดือนพฤษภาคมพอร์ตฟื้นจาก 8,050 กลับมาที่ 10,800 ดอลลาร์ ค่า Drawdown ปัจจุบันลดเหลือเพียง 6.1% แต่ Maximum Drawdown ของรอบนั้นยังคงเป็น 30% เพราะเป็นบันทึกว่าครั้งหนึ่งพอร์ตเคยลึกถึงระดับนั้น
มีสองค่าที่ต้องแยกให้ชัด:
- Current Drawdown คือระยะที่พอร์ตยังต่ำกว่าจุดสูงสุด ณ ปัจจุบัน ค่านี้ลดลงได้เมื่อพอร์ตฟื้นตัว และกลายเป็น 0% เมื่อทำจุดสูงสุดใหม่
- Maximum Drawdown คือสถิติที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยเกิด ค่านี้ “ไม่ลดลง” แต่จะถูกแทนที่ก็ต่อเมื่อในอนาคตเกิด Drawdown ที่ลึกกว่าเดิมเท่านั้น
เหตุผลที่ Maximum Drawdown ออกแบบให้ “ค้างไว้” ก็เพื่อเตือนความจำว่าระบบนี้เคยเสี่ยงได้ลึกแค่ไหน หากมันรีเซ็ตทุกครั้งที่ทำกำไร นักลงทุนก็จะประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริง
ความแตกต่างระหว่างการขาดทุนปัจจุบันกับ Drawdown
เทรดเดอร์มือใหม่มักสับสนระหว่าง “การขาดทุนปัจจุบัน” กับ “Drawdown” ทั้งที่สองคำนี้มองคนละมุม การเริ่มจากความต่างของ Balance และ Equity จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น:
- Balance คือยอดเงินในบัญชีที่มาจากออเดอร์ที่ปิดไปแล้วเท่านั้น ไม่รวมกำไร/ขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่
- Equity คือมูลค่าที่แท้จริงของบัญชี ณ ขณะนั้น เท่ากับ Balance บวกกำไรหรือลบขาดทุนของออเดอร์ที่ยังถืออยู่ (floating P/L)
การขาดทุนปัจจุบัน (floating loss หรือ unrealized loss) คือผลขาดทุน ณ เวลานี้ของออเดอร์ที่ยังไม่ปิด เป็นภาพ “จุดเดียว” ที่เปลี่ยนไปมาตามราคา ขณะที่ Drawdown เป็นภาพ “ระยะทาง” วัดจากจุดสูงสุดของ Equity ลงมาถึงจุดต่ำสุด จึงสะท้อนความเจ็บปวดสะสมตลอดช่วง ไม่ใช่แค่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง
ยกตัวอย่าง หาก Balance อยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์ แต่มีออเดอร์เปิดค้างที่ติดลบ 1,500 ดอลลาร์ การขาดทุนปัจจุบันคือ 1,500 ดอลลาร์ และ Equity ลดลงเหลือ 8,500 ดอลลาร์ทันที หากก่อนหน้านี้ Equity เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 11,000 ดอลลาร์ Drawdown ปัจจุบันจะเท่ากับ ((11,000 − 8,500) ÷ 11,000) × 100 ≈ 22.7% สรุปสั้น ๆ การขาดทุนปัจจุบันบอก “ตอนนี้ติดลบเท่าไร” ส่วน Drawdown บอก “ถอยจากจุดที่ดีที่สุดมาแล้วกี่เปอร์เซ็นต์”
Drawdown สูงบ่งบอกอะไร

เมื่อพอร์ตหรือพอร์ตของเทรดเดอร์คนหนึ่งมี Drawdown สูงสุด ในระดับสูง นั่นเป็นสัญญาณหลายอย่างที่ควรพิจารณา:
- ความเสี่ยงต่อออเดอร์อาจสูงเกินไป เช่น ใช้ leverage มากหรือเปิดออเดอร์ใหญ่เกินทุน ทำให้การขาดทุนติดต่อกันกระทบพอร์ตรุนแรง
- ระบบอาจขาดการตัดขาดทุน การไม่ตั้ง Stop Loss หรือถือออเดอร์ขาดทุนค้างไว้ มักทำให้ Drawdown ลึกขึ้นเรื่อย ๆ
- ต้องใช้กำไรมหาศาลเพื่อฟื้นตัว ยิ่ง Drawdown ลึก ยิ่งต้องทำกำไรมากกว่าหลายเท่าเพื่อกลับมาเท่าทุน (รายละเอียดในหัวข้อถัดไป)
- แรงกดดันทางจิตใจสูง การเห็นพอร์ตติดลบลึก ๆ มักทำให้ตัดสินใจผิดพลาด เช่น เทรดแก้แค้นหรือล้างพอร์ต
อย่างไรก็ตาม Drawdown สูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าระบบ “แย่” เสมอไป ต้องดูประกอบกับผลตอบแทน ระยะเวลาการฟื้นตัว และความสม่ำเสมอ แต่โดยทั่วไป ค่าที่ต่ำกว่ามักหมายถึงการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมกว่า
Drawdown สะท้อนความเสี่ยงของพอร์ตอย่างไร
Drawdown เป็นหนึ่งในเครื่องมือสะท้อน ความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะมันวัดความเจ็บปวดจริง ๆ ที่เงินทุนต้องเผชิญ ไม่ใช่แค่ค่าความผันผวนทางสถิติ มุมที่ Drawdown ช่วยเปิดเผยเกี่ยวกับความเสี่ยง ได้แก่:
- ความลึก (Depth) พอร์ตเคยลดลงมากที่สุดกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งลึกยิ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนถาวรหากต้องถอนเงินในจังหวะนั้น
- ระยะเวลา (Duration) ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าพอร์ตจะฟื้นกลับสู่จุดสูงสุดเดิม ช่วง “จมน้ำ” ที่ยาวนานบั่นทอนทั้งผลตอบแทนและกำลังใจ
- ความถี่ (Frequency) เกิด Drawdown ลึก ๆ บ่อยแค่ไหน ระบบที่ขาดทุนหนักซ้ำ ๆ อาจไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
ประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ ยิ่งขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์มากเท่าไร การจะ “คืนทุน” ยิ่งยากแบบไม่เป็นเส้นตรง เพราะฐานเงินทุนที่ใช้ทำกำไรเล็กลง สูตรกำไรที่ต้องทำเพื่อกลับคืนทุนคือ:
กำไรที่ต้องทำ (%) = (Drawdown ÷ (100 − Drawdown)) × 100
| เปอร์เซ็นต์การขาดทุน | กำไรที่ต้องทำเพื่อคืนทุน |
|---|---|
| 10% | 11.1% |
| 20% | 25% |
| 30% | 42.9% |
| 40% | 66.7% |
| 50% | 100% |
| 70% | 233% |
| 90% | 900% |
จะเห็นว่าหากขาดทุน 50% ต้องทำกำไรถึง 100% เพียงเพื่อกลับมาเท่าทุนเดิม และถ้าขาดทุน 90% ต้องทำกำไรถึง 900% นี่คือเหตุผลที่การควบคุม Drawdown ให้อยู่ในระดับต่ำมีค่ามากกว่าการไล่ตามกำไรก้อนโต
ทำไมต้องดู Drawdown ก่อนทำ Copytrade
การทำ Copytrade คือการคัดลอกการเทรดของเทรดเดอร์คนอื่นมาที่บัญชีของเรา หลายคนเลือกตามคนที่ “กำไรสูงสุด” หรือ “ผลตอบแทนสวยที่สุด” เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นกับดักที่อันตราย เพราะตัวเลขกำไรไม่ได้บอกว่าระหว่างทางพอร์ตเคยเสี่ยงลึกแค่ไหน นี่คือจุดที่ Drawdown สำคัญมาก
เหตุผลที่ควรดู Drawdown ก่อนตัดสินใจ Copytrade:
- บอกความเสี่ยงที่คุณจะรับมาด้วย เมื่อคัดลอกพอร์ต คุณรับทั้งกำไรและ Drawdown ของเขามาเต็ม ๆ หากเทรดเดอร์มี Drawdown สูงสุด 60% คุณก็ต้องพร้อมเห็นพอร์ตตัวเองลดลงระดับนั้นได้
- คัดกรองกลยุทธ์เสี่ยงสูงที่ซ่อนอยู่ เทคนิคอย่าง Martingale หรือถือไม้ขาดทุนค้างยาว มักให้กราฟกำไรสวยในช่วงสั้น แต่มี Drawdown แฝงที่อาจล้างพอร์ตในครั้งเดียว
- ช่วยเลือกพอร์ตที่เข้ากับความเสี่ยงที่รับได้ หากคุณรับการขาดทุนได้ไม่เกิน 20% ก็ควรเลือกเทรดเดอร์ที่ Maximum Drawdown ต่ำกว่าระดับนั้น
- ประเมินความสม่ำเสมอ Drawdown ที่ตื้นและฟื้นเร็วบ่งบอกการบริหารความเสี่ยงที่มีวินัย ซึ่งสำคัญต่อความยั่งยืนในระยะยาว
สรุปคือ ก่อนกดติดตามใครใน Copytrade ให้ดู Drawdown สูงสุดควบคู่กับผลตอบแทนและระยะเวลาเสมอ อย่าตัดสินจากกำไรเพียงตัวเลขเดียว
พอร์ตที่กำไรสูงยังมีความเสี่ยงได้หรือไม่
คำตอบคือ “ได้แน่นอน” พอร์ตที่กำไรสูงไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะกำไรสูงมักมาพร้อมการรับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วย ตัวเลขผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าระหว่างทางพอร์ตเคย Equity ลดลงรุนแรงแค่ไหน หรือเข้าใกล้การล้างพอร์ตหรือไม่
ลองเปรียบเทียบสองพอร์ตที่ทำกำไรเท่ากันที่ 40% ต่อปี:
| รายการ | พอร์ต A | พอร์ต B |
|---|---|---|
| ผลตอบแทนต่อปี | 40% | 40% |
| Maximum Drawdown | 15% | 55% |
| เวลาฟื้นตัวสูงสุด | 2 เดือน | 9 เดือน |
| ความสม่ำเสมอ | กำไรกระจายทั้งปี | กำไรกระจุกไม่กี่ครั้ง |
แม้กำไรเท่ากัน แต่พอร์ต B เสี่ยงกว่ามาก เพราะเคยลึกถึง 55% ซึ่งหมายความว่าหากเข้าผิดจังหวะ คุณอาจเห็นเงินหายไปกว่าครึ่ง และต้องทำกำไรถึง 122% เพื่อกลับมาเท่าทุน นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนมืออาชีพดูผลตอบแทน “ปรับด้วยความเสี่ยง” (risk-adjusted return) ไม่ใช่กำไรดิบ ๆ เพียงอย่างเดียว
วิธีประเมินว่าพอร์ตมีความเสี่ยงเหมาะสมหรือไม่
การประเมินว่าพอร์ตหนึ่ง “เสี่ยงพอเหมาะ” หรือไม่ ควรดูหลายมิติประกอบกัน ไม่ใช่แค่กำไร ลองใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้:
- ดู Maximum Drawdown เทียบกับใจที่รับได้ ถ้าคุณรับการขาดทุนได้ไม่เกิน 20% แต่พอร์ตมี Drawdown สูงสุด 50% แสดงว่าเสี่ยงเกินไปสำหรับคุณ
- เทียบผลตอบแทนกับความเสี่ยง ใช้แนวคิดผลตอบแทนต่อหน่วยความเสี่ยง เช่น ผลตอบแทนต่อปีหารด้วย Maximum Drawdown ค่ายิ่งสูงยิ่งคุ้มความเสี่ยง
- ดูระยะเวลาการฟื้นตัว พอร์ตที่ใช้เวลาฟื้นตัวสั้นมักมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่าพอร์ตที่จมอยู่ใต้น้ำนานหลายเดือน
- ตรวจความสม่ำเสมอของผลตอบแทน กำไรที่กระจายสม่ำเสมอน่าเชื่อถือกว่ากำไรที่มาจากการเดิมพันก้อนใหญ่ไม่กี่ครั้ง
- เช็กพฤติกรรมความเสี่ยง ดูว่ามีการตั้ง Stop Loss หรือไม่ ใช้ leverage มากแค่ไหน และมีสัญญาณของกลยุทธ์เสี่ยงสูงอย่าง Martingale หรือไม่
- พิจารณาช่วงเวลาที่วัด ผลงานที่เก็บข้อมูลยาวพอและผ่านช่วงตลาดผันผวนจริงน่าเชื่อถือกว่าผลงานระยะสั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์
เมื่อพิจารณาครบทุกข้อแล้ว คุณจะเห็นภาพความเสี่ยงที่แท้จริงของพอร์ต ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรที่ดูสวยงามภายนอก
สรุป
Drawdown ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่บอกว่าคุณเคยขาดทุนเท่าไร แต่เป็นมาตรวัดความเสี่ยงและความทนทานของพอร์ตลงทุนที่ลึกกว่าการดูกำไรเพียงอย่างเดียว การเข้าใจค่า DD ในการเทรด รู้วิธีคำนวณ เข้าใจว่าทำไม Maximum Drawdown จึงไม่ลดลงแม้ทำกำไรคืน แยกการขาดทุนปัจจุบันออกจาก Drawdown และรู้ว่าพอร์ตกำไรสูงก็ยังเสี่ยงได้ จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนและเลือก Copytrade ได้รอบคอบขึ้น
จำไว้ว่าในระยะยาว เทรดเดอร์ที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ทำกำไรสูงสุดในช่วงสั้น ๆ แต่คือคนที่ควบคุม Drawdown ได้ดีและรักษาเงินทุนไว้เพื่อโอกาสในรอบถัดไป การให้ความสำคัญกับ Drawdown และประเมินความเสี่ยงของพอร์ตอย่างเป็นระบบ จึงเป็นก้าวสำคัญสู่การลงทุนอย่างมีวินัยและยั่งยืน



