หุ้นกู้ คืออะไร? คู่มือฉบับเข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่ ก่อนตัดสินใจว่าควรซื้อหรือไม่

Last updated: 16/06/2026

หุ้นกู้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ โดยหุ้นกู้เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทหรือองค์กรเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดและได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุหุ้นกู้ แม้ว่าหุ้นกู้มักถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นสามัญ แต่ก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงที่ควรศึกษาอย่างรอบคอบ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจลักษณะของหุ้นกู้ ประโยชน์ ความเสี่ยง และแนวทางการเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม

ทำไมคนถึงมองหาหุ้นกู้ ทั้งที่มีบัญชีเงินฝากอยู่แล้ว?

ก่อนจะรู้ว่าหุ้นกู้คืออะไร เรามาเข้าใจก่อนว่า “ความต้องการ” ที่ทำให้คนสนใจมันคืออะไร

คนส่วนใหญ่ที่เริ่มมองหาหุ้นกู้มักจะอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน คือ มีเงินก้อนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะใกล้ อยากให้เงินงอกเงยมากกว่าการฝากธนาคารธรรมดา แต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นที่ราคาขึ้นลงแรงทุกวัน

พูดง่ายๆ คือ เขาอยากได้ผลตอบแทนที่ “มากกว่าเงินฝาก แต่ผันผวนน้อยกว่าหุ้น” หุ้นกู้จึงมักถูกพูดถึงในฐานะทางเลือกที่อยู่ตรงกลางพอดี

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาท ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยราว 0.5% ต่อปี หนึ่งปีผ่านไปคุณจะได้ดอกเบี้ยประมาณ 500 บาท แต่ถ้าเงินก้อนเดียวกันนี้ไปอยู่ในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี คุณจะได้ประมาณ 3,500 บาท ความต่างนี้เองที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจ

แต่ผลตอบแทนที่สูงกว่ามักมาพร้อมกับสิ่งที่ต้องแลก ซึ่งเราจะค่อยๆ เปิดให้เห็นในหัวข้อต่อๆ ไป ตอนนี้แค่จำไว้ว่า ความต้องการพื้นฐานของคนที่มองหาหุ้นกู้คือ “อยากให้เงินที่พักไว้ทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่อยากเสี่ยงมากเกินไป”

หุ้นกู้คืออะไร ถ้าอธิบายแบบบ้านๆ?

หุ้นกู้คืออะไร ถ้าอธิบายแบบบ้านๆ compressed
หุ้นกู้คืออะไร ถ้าอธิบายแบบบ้านๆ?

ลองนึกภาพแบบนี้ เวลาบริษัทอยากได้เงินก้อนใหญ่ไปขยายกิจการ สร้างโรงงาน หรือลงทุนโครงการใหม่ เขามีหลายวิธีหาเงิน วิธีหนึ่งคือไปกู้ธนาคาร อีกวิธีหนึ่งคือ “มาขอยืมเงินจากประชาชนทั่วไปอย่างคุณโดยตรง”

หุ้นกู้ก็คือเครื่องมือที่บริษัทใช้ในการ “ยืมเงิน” จากคุณนั่นเอง เมื่อคุณซื้อหุ้นกู้ เท่ากับคุณให้บริษัทยืมเงิน และบริษัทสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้คุณเป็นงวดๆ ตามที่ตกลง แล้วเมื่อครบกำหนด เขาจะคืนเงินต้นทั้งหมดให้คุณ

จุดนี้คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด และต้องเน้นให้ชัด คำว่า “หุ้น” ในชื่อหุ้นกู้ ทำให้คนเข้าใจผิดว่ามันเหมือนการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความจริงแล้ว มันต่างกันโดยสิ้นเชิง

เวลาคุณซื้อ “หุ้น” คุณกลายเป็นเจ้าของบริษัทส่วนหนึ่ง ได้กำไรได้ขาดทุนตามผลประกอบการ ราคาขึ้นลงทุกวัน แต่เวลาคุณซื้อ “หุ้นกู้” คุณคือ “เจ้าหนี้” ไม่ใช่เจ้าของ คุณไม่ได้มีส่วนแบ่งในกำไรของบริษัท คุณได้แค่ดอกเบี้ยตามที่สัญญาไว้ ไม่ว่าบริษัทจะกำไรมากหรือน้อย ตราบใดที่บริษัทยังไม่ล้ม เขาก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นให้คุณ

เปรียบเทียบให้ชัดอีกที ถ้าเพื่อนคุณเปิดร้านกาแฟ การ “ลงหุ้น” คือคุณร่วมเป็นเจ้าของร้าน ขายดีก็รวยด้วยกัน เจ๊งก็เจ๊งด้วยกัน ส่วนการ “ซื้อหุ้นกู้” คือคุณให้เพื่อนยืมเงินไปเปิดร้าน โดยตกลงว่าเขาจะจ่ายดอกเบี้ยให้เดือนละเท่านั้นเท่านี้ และคืนเงินต้นในอีก 3 ปี ร้านจะขายดีแค่ไหนคุณก็ได้เท่าเดิม แต่ถ้าร้านเจ๊งจนเพื่อนไม่มีเงินคืน นั่นคือความเสี่ยงของคุณ

ในประเทศไทย หุ้นกู้ส่วนใหญ่กำหนดมูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท และมักให้จองซื้อขั้นต่ำที่ 100,000 บาท (เท่ากับ 100 หน่วย) แล้วเพิ่มเป็นทวีคูณของ 100,000 บาท

หุ้นกู้ทำงานอย่างไร ตั้งแต่ซื้อจนได้เงินคืน?

เพื่อให้เห็นภาพทั้งกระบวนการ ลองดูตัวอย่างจริงแบบเป็นขั้นตอน

สมมติบริษัท ก. เสนอขายหุ้นกู้ที่มีเงื่อนไขดังนี้ ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี อายุ 3 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และคุณตัดสินใจซื้อ 100,000 บาท

เมื่อคุณจ่ายเงิน 100,000 บาท เงินก้อนนี้คือ “เงินต้น” ที่คุณให้บริษัทยืม จากนั้นทุกๆ 6 เดือน บริษัทจะโอนดอกเบี้ยเข้าบัญชีคุณ ในที่นี้คือปีละ 3,500 บาท แบ่งจ่ายครั้งละ 1,750 บาท ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 3 ปี

เมื่อครบ 3 ปี (เรียกว่า “วันครบกำหนดไถ่ถอน”) บริษัทจะคืนเงินต้น 100,000 บาทให้คุณเต็มจำนวน รวมแล้วตลอด 3 ปี คุณได้ดอกเบี้ยทั้งหมด 10,500 บาท บวกเงินต้นคืน 100,000 บาท

มีคำศัพท์ไม่กี่คำที่ควรรู้จัก เพราะคุณจะเจอบ่อยเวลาดูข้อมูลหุ้นกู้

“เงินต้น” หรือมูลค่าหน้าตั๋ว คือจำนวนเงินที่บริษัทจะคืนให้คุณเมื่อครบกำหนด “อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว” คือดอกเบี้ยที่บริษัทสัญญาจะจ่าย “วันครบกำหนดไถ่ถอน” คือวันที่คุณจะได้เงินต้นคืน และ “อันดับความน่าเชื่อถือ” หรือ Credit Rating คือคะแนนที่บอกว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนมากแค่ไหน ซึ่งเราจะอธิบายเรื่องนี้ละเอียดในหัวข้อความเสี่ยง

คำถามที่มือใหม่มักถามคือ “ถ้าฉันต้องใช้เงินก่อนครบ 3 ปีล่ะ จะถอนได้ไหม?” คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ใช่การถอนแบบเงินฝาก คุณต้องนำหุ้นกู้ไปขายต่อใน “ตลาดรอง” ให้คนอื่น ซึ่งราคาที่ขายได้อาจมากหรือน้อยกว่าที่คุณซื้อมา ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ณ ตอนนั้น จุดนี้สำคัญมาก และเราจะพูดถึงอีกครั้งในเรื่องความเสี่ยง

ซื้อหุ้นกู้แล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง?

ซื้อหุ้นกู้แล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
ซื้อหุ้นกู้แล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง?

ทีนี้มาดูข้อดีที่ทำให้หุ้นกู้เป็นที่นิยม โดยพยายามมองอย่างเป็นกลาง ไม่ใช่เพื่อโน้มน้าวให้ซื้อ

ข้อแรก ผลตอบแทนมักสูงกว่าเงินฝากธนาคาร อย่างที่เห็นในตัวอย่างก่อนหน้า ส่วนต่างของดอกเบี้ยอาจดูเหมือนไม่มาก แต่เมื่อเป็นเงินก้อนใหญ่และระยะยาว ก็สร้างความแตกต่างได้พอสมควร

ข้อสอง รายได้ค่อนข้างแน่นอนและคาดเดาได้ เพราะคุณรู้ตั้งแต่วันแรกว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร จ่ายเมื่อไร และจะได้เงินต้นคืนวันไหน ความแน่นอนนี้เหมาะกับคนที่ชอบวางแผนการเงินล่วงหน้า เช่น คนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอไว้ใช้จ่าย

ข้อสาม ความผันผวนต่ำกว่าหุ้น ถ้าคุณตั้งใจถือจนครบกำหนดและบริษัทไม่เบี้ยวหนี้ คุณก็จะได้เงินต้นคืนเต็มจำนวน ไม่ต้องมานั่งลุ้นราคารายวันเหมือนหุ้น

ข้อสี่ ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน คนที่ลงทุนหลายแบบมักใช้หุ้นกู้เป็นส่วนที่ “มั่นคง” เพื่อถ่วงดุลกับส่วนที่เสี่ยงกว่าอย่างหุ้น เมื่อตลาดหุ้นผันผวน ส่วนที่เป็นหุ้นกู้ก็ยังให้ดอกเบี้ยสม่ำเสมอ

แต่ต้องย้ำว่า ข้อดีทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญข้อเดียว คือ “บริษัทที่คุณให้ยืมเงินต้องยังมีความสามารถจ่ายหนี้คืน” ถ้าเงื่อนไขนี้ไม่เป็นจริง ข้อดีทั้งหมดก็หายไปทันที ซึ่งนำเราไปสู่หัวข้อที่สำคัญที่สุดของบทความนี้

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเข้าใจ ก่อนเอาเงินไปลงทุน?

หลายคนได้ยินคำว่า “ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น” แล้วเข้าใจผิดว่าหุ้นกู้ “ไม่มีความเสี่ยง” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อันตรายมาก ความจริงคือหุ้นกู้มีความเสี่ยงหลายแบบ และคุณควรเข้าใจทุกแบบก่อนตัดสินใจ

ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ “ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้” หมายถึงบริษัทไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย หรือร้ายแรงกว่านั้นคือคืนเงินต้นไม่ได้ ลองนึกถึงตัวอย่างเพื่อนเปิดร้านกาแฟ ถ้าร้านเจ๊งจนเพื่อนไม่มีเงินคืน คุณก็อาจสูญเงินบางส่วนหรือทั้งหมด ในความเป็นจริงเคยมีบริษัทในไทยที่เบี้ยวหนี้หุ้นกู้ ทำให้ผู้ลงทุนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน นี่ไม่ใช่เรื่องทฤษฎี แต่เกิดขึ้นจริง

เครื่องมือที่ช่วยประเมินความเสี่ยงนี้คือ “อันดับความน่าเชื่อถือ” หรือ Credit Rating ในไทยจัดอันดับโดยสถาบันอย่าง TRIS Rating และ Fitch Ratings (Thailand) โดยใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร เริ่มจาก AAA ที่ปลอดภัยที่สุด ไล่ลงมา AA, A, BBB ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่า “อยู่ในระดับน่าลงทุน” ส่วนที่ต่ำกว่า BBB ลงไป เช่น BB, B หรือต่ำกว่านั้น ถือว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ มักเรียกกันว่า “หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง” หรือบางครั้งเรียกตรงๆ ว่า “หุ้นกู้ความเสี่ยงสูง”

หลักการง่ายๆ คือ ยิ่งดอกเบี้ยที่เสนอสูงผิดปกติ ยิ่งต้องระวัง เพราะบริษัทที่มั่นคงมากไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงเพื่อจูงใจคน ในทางกลับกัน บริษัทที่เสี่ยงกว่าต้องเสนอดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่คุณต้องแบก ดอกเบี้ยสูงจึงไม่ใช่ “ของฟรี” แต่คือสัญญาณว่าคุณกำลังรับความเสี่ยงมากขึ้น

ความเสี่ยงแบบที่สอง คือ “ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง” อย่างที่บอกไปว่าถ้าอยากขายก่อนครบกำหนด คุณต้องไปขายในตลาดรอง แต่หุ้นกู้บางตัวไม่มีคนอยากซื้อ ทำให้ขายยากหรือต้องยอมขายขาดทุน เงินของคุณจึงอาจไม่ได้คล่องตัวเหมือนเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่กดถอนได้ทันที

ความเสี่ยงแบบที่สาม คือ “ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย” ถ้าคุณซื้อหุ้นกู้ดอกเบี้ย 3% แล้วต่อมาดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้นเป็น 5% หุ้นกู้เดิมของคุณจะดูน่าสนใจน้อยลงในสายตาคนอื่น ถ้าคุณจะขายต่อก่อนครบกำหนด ราคาก็อาจตกลง แต่ถ้าคุณถือจนครบกำหนด เรื่องนี้จะไม่กระทบเงินต้นที่ได้คืน

ความเสี่ยงแบบที่สี่ คือ “ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ” ถ้าดอกเบี้ยที่คุณได้รับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ อำนาจซื้อของเงินคุณก็ลดลงแม้ตัวเลขในบัญชีจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

สุดท้าย ต้องเข้าใจเรื่องที่หลายคนพลาด หุ้นกู้ “ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก” เหมือนเงินฝากธนาคาร ถ้าบริษัทล้มละลาย ไม่มีหน่วยงานไหนมาคืนเงินให้คุณโดยอัตโนมัติ คุณต้องไปเข้าคิวในฐานะเจ้าหนี้ตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งอาจได้คืนไม่ครบหรือไม่ได้เลย

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเข้าใจ ก่อนเอาเงินไปลงทุน compressed
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเข้าใจ ก่อนเอาเงินไปลงทุน?

หุ้นกู้เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร?

เมื่อเข้าใจทั้งข้อดีและความเสี่ยงแล้ว มาดูกันว่าผลิตภัณฑ์นี้เหมาะกับคนแบบไหน

หุ้นกู้น่าจะเหมาะกับคุณ ถ้าคุณมีเงินก้อนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ตลอดช่วงอายุของหุ้นกู้ เช่น มั่นใจว่าไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ใน 3 ปีข้างหน้า คุณอยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากกว่าเงินฝาก และยอมรับได้ว่าผลตอบแทนจะไม่หวือหวาเท่าหุ้น คุณเป็นคนที่ชอบความแน่นอน วางแผนการเงินล่วงหน้า และพร้อมศึกษาข้อมูลบริษัทก่อนตัดสินใจ

ในทางกลับกัน หุ้นกู้อาจยังไม่เหมาะกับคุณ ถ้าเงินก้อนนี้คือเงินสำรองฉุกเฉินที่อาจต้องใช้กะทันหัน เพราะการถอนก่อนกำหนดทำได้ยากและอาจขาดทุน หรือถ้าคุณยังไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย ก็ควรเก็บส่วนนั้นให้พร้อมก่อน นอกจากนี้ ถ้าคุณรับความเสี่ยงเรื่องบริษัทเบี้ยวหนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย หรือยังไม่พร้อมจะอ่านข้อมูลและประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วยตัวเอง การเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่าหรือกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนอาจเหมาะกว่า

อีกประเด็นที่ควรรู้คือ หุ้นกู้บางประเภทในไทยขายเฉพาะกับ “ผู้ลงทุนรายใหญ่” หรือ High Net Worth ที่ต้องมีคุณสมบัติด้านทรัพย์สินหรือรายได้ตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. หุ้นกู้กลุ่มนี้มักมีความเสี่ยงสูงกว่า และไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปซื้อได้ทุกตัว

ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าหุ้นกู้ “ดี” หรือ “ไม่ดี” สำหรับทุกคน มันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ระยะเวลา และความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณเอง

ถ้าสนใจ จะเริ่มต้นอย่างไร?

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าหุ้นกู้น่าจะเหมาะกับคุณ นี่คือขั้นตอนคร่าวๆ ในการเริ่มต้น โดยไม่ต้องรีบ

เริ่มจากเปิดบัญชีลงทุนกับสถาบันที่ได้รับใบอนุญาต เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์ โดยทั่วไปต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงที่เรียกว่า Suitability Test เพื่อให้ผู้ขายรู้ว่าคุณรับความเสี่ยงได้ระดับไหน นี่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และเป็นประโยชน์กับคุณเอง

ต่อมา ก่อนจองซื้อหุ้นกู้ตัวใดตัวหนึ่ง ขอเอกสารสำคัญที่เรียกว่า “หนังสือชี้ชวน” และ “เอกสารสรุปข้อมูลสำคัญ” หรือ Factsheet เอกสารนี้จะบอกทุกอย่างที่คุณต้องรู้ ทั้งดอกเบี้ย อายุ วันจ่ายดอกเบี้ย และที่สำคัญคืออันดับความน่าเชื่อถือ

สิ่งที่ควรตรวจสอบทุกครั้งมีไม่กี่อย่าง ดูว่าบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ทำธุรกิจอะไร มั่นคงแค่ไหน ดูอันดับความน่าเชื่อถือว่าอยู่ระดับไหน ดูว่าดอกเบี้ยที่เสนอสมเหตุสมผลกับความเสี่ยงหรือไม่ และดูว่าอายุของหุ้นกู้ตรงกับช่วงเวลาที่คุณไม่ต้องใช้เงินหรือเปล่า

คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลหุ้นกู้และอันดับเครดิตได้จากแหล่งกลางที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้

คำแนะนำสำหรับมือใหม่คือ เริ่มจากจำนวนเงินที่คุณรับได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน และเริ่มจากหุ้นกู้ของบริษัทที่มั่นคงและมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงก่อน เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดด้วยความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ มีอะไรบ้าง?

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ มีอะไรบ้าง compressed
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ มีอะไรบ้าง?

การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่นย่อมดีกว่าเจ็บตัวเอง นี่คือกับดักที่พบบ่อยที่สุด

ข้อผิดพลาดแรก คือ “เลือกหุ้นกู้เพราะดอกเบี้ยสูงอย่างเดียว” หลายคนเห็นตัวเลข 6-7% แล้วรีบจอง โดยไม่ดูว่าทำไมดอกเบี้ยถึงสูงขนาดนั้น อย่าลืมว่าดอกเบี้ยสูงมักแลกมากับความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเทียบเฉพาะตัวเลขดอกเบี้ยโดยไม่ดูอันดับความน่าเชื่อถือ เป็นความผิดพลาดที่ทำให้หลายคนสูญเงิน

ข้อผิดพลาดที่สอง คือ “คิดว่าหุ้นกู้ปลอดภัยเหมือนเงินฝาก” ดังที่อธิบายไปแล้วว่าหุ้นกู้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก การเข้าใจผิดข้อนี้ทำให้คนเอาเงินทั้งชีวิตไปลงโดยไม่กระจายความเสี่ยง

ข้อผิดพลาดที่สาม คือ “เอาเงินที่อาจต้องใช้กะทันหันไปลงทุน” แล้วพอต้องใช้เงินจริงก็ต้องรีบขายในตลาดรองด้วยราคาขาดทุน หรือบางทีขายไม่ออกเลย

ข้อผิดพลาดที่สี่ คือ “ทุ่มเงินทั้งหมดไปที่บริษัทเดียว” ถ้าบริษัทนั้นมีปัญหาขึ้นมา คุณก็เสี่ยงสูญเงินทั้งก้อน การกระจายไปหลายบริษัทหรือหลายผลิตภัณฑ์ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

ข้อผิดพลาดที่ห้า คือ “ไม่อ่านเอกสารให้ครบ” หลายคนเซ็นจองโดยไม่อ่าน Factsheet ทำให้ไม่รู้เงื่อนไขสำคัญ เช่น หุ้นกู้บางประเภทมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ อย่าง “หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง” ซึ่งความเสี่ยงต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปมาก หรือ “หุ้นกู้ด้อยสิทธิ” ที่หากบริษัทล้ม คุณจะได้รับเงินคืนทีหลังเจ้าหนี้กลุ่มอื่น มือใหม่ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ซับซ้อนเหล่านี้จนกว่าจะเข้าใจดีพอ

ข้อผิดพลาดสุดท้าย คือ “เชื่อคำแนะนำโดยไม่ตรวจสอบเอง” ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำจากเพื่อน คนรู้จัก หรือแม้แต่พนักงานขาย คุณควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางด้วยตัวเองทุกครั้ง เพราะคนที่รับผลของการตัดสินใจคือตัวคุณเอง

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นกู้

ก่อนจะลงมือ ลองใช้คำถามเหล่านี้ตรวจสอบตัวเองและหุ้นกู้ที่คุณสนใจ ถ้ายังตอบไม่ได้ทุกข้อ แสดงว่าคุณควรศึกษาเพิ่มก่อน

ตรวจสอบตัวคุณเองก่อน ว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินสำรองฉุกเฉินใช่ไหม คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ตลอดอายุของหุ้นกู้ใช่ไหม และคุณรับได้ไหมหากในกรณีเลวร้ายที่สุดบริษัทผิดนัดชำระหนี้

ตรวจสอบตัวหุ้นกู้ ว่าคุณรู้หรือยังว่าบริษัทผู้ออกทำธุรกิจอะไรและมั่นคงแค่ไหน อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ระดับไหน อยู่ในกลุ่มน่าลงทุนหรือกลุ่มเสี่ยงสูง ดอกเบี้ยที่เสนอสมเหตุสมผลกับความเสี่ยงหรือไม่ อายุของหุ้นกู้ตรงกับแผนการเงินของคุณหรือเปล่า และคุณได้อ่าน Factsheet จนเข้าใจเงื่อนไขสำคัญครบแล้วหรือยัง

ตรวจสอบภาพรวม ว่าคุณได้กระจายความเสี่ยงแล้วหรือยัง ไม่ได้ทุ่มเงินทั้งหมดไปที่หุ้นกู้ตัวเดียวหรือบริษัทเดียว และคุณได้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลางอย่าง ThaiBMA หรือ ก.ล.ต. ด้วยตัวเองแล้วใช่ไหม

ถ้าคุณตอบ “ใช่” ได้อย่างมั่นใจในทุกข้อ แสดงว่าคุณเข้าใจสิ่งที่กำลังจะทำ และพร้อมตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ถ้ายังมีข้อไหนที่ลังเล นั่นคือสัญญาณว่าควรศึกษาเพิ่มหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตก่อน

หุ้นกู้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์เมื่อใช้ให้ถูกกับสถานการณ์และเข้าใจมันดีพอ มันไม่ใช่ทั้งสิ่งวิเศษที่ให้เงินฟรี และไม่ใช่กับดักที่ต้องหลีกเลี่ยง มันเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่คุณต้องประเมินว่าเหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่คุณรับได้หรือไม่ และตอนนี้คุณมีความรู้พื้นฐานพอที่จะเริ่มประเมินด้วยตัวเองได้แล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หุ้นกู้ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลอย่างไร?
ทั้งคู่เป็นการให้ยืมเงินเหมือนกัน แต่หุ้นกู้คือการให้บริษัทเอกชนยืม ส่วนพันธบัตรคือการให้รัฐบาลยืม โดยทั่วไปพันธบัตรรัฐบาลถือว่าเสี่ยงต่ำกว่า เพราะโอกาสที่รัฐบาลจะเบี้ยวหนี้ต่ำมาก จึงมักให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าหุ้นกู้เอกชน

ซื้อหุ้นกู้ขั้นต่ำเท่าไร?
ในไทย หุ้นกู้ส่วนใหญ่มีมูลค่าหน่วยละ 1,000 บาท และมักกำหนดจองซื้อขั้นต่ำที่ 100,000 บาท แล้วเพิ่มเป็นทวีคูณของ 100,000 บาท แต่ตัวเลขนี้อาจต่างกันไปในแต่ละรุ่น

ถ้าบริษัทที่ออกหุ้นกู้ล้มละลาย จะได้เงินคืนไหม?
หุ้นกู้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก หากบริษัทล้มละลาย คุณต้องเข้าสู่กระบวนการในฐานะเจ้าหนี้ตามกฎหมาย ซึ่งอาจได้เงินคืนบางส่วน ไม่ครบ หรือในกรณีเลวร้ายอาจไม่ได้เลย จึงควรเลือกบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีและกระจายความเสี่ยง

ขายหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ไหม?
ได้ โดยขายต่อในตลาดรอง แต่ราคาขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในตอนนั้น อาจได้มากหรือน้อยกว่าที่ซื้อมา และหุ้นกู้บางตัวอาจขายได้ยากเพราะไม่มีผู้ซื้อ

ดอกเบี้ยหุ้นกู้ต้องเสียภาษีไหม?
ดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้โดยทั่วไปถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบรายละเอียดภาษีที่เป็นปัจจุบันกับผู้ขายหรือที่ปรึกษาด้านภาษี เพราะเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้

มือใหม่ควรเริ่มจากหุ้นกู้แบบไหน?
ควรเริ่มจากหุ้นกู้ของบริษัทมั่นคงที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (กลุ่มน่าลงทุน) และเป็นหุ้นกู้แบบทั่วไป ไม่ซับซ้อน หลีกเลี่ยงหุ้นกู้ด้อยสิทธิหรือหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงจนกว่าจะเข้าใจดีพอ

บทสรุป

หุ้นกู้ เป็นทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระแสรายได้จากดอกเบี้ยและต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ อันดับความน่าเชื่อถือ และเงื่อนไขการลงทุนต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและเลือกหุ้นกู้ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและรักษาความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

เข้าร่วม
ทีมการซื้อขายของเรา!

Star Star Star Star Star พันธมิตรที่โปร่งใส FXVERIFY

บทวิจารณ์ WeMasterTrade ได้รับการยืนยันโดย FXVerify

ลูกค้าจะได้รับบัญชีที่มีเงินเสมือนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการซื้อขายที่ได้รับทุนของเรา กิจกรรมการซื้อขายของพวกเขาในบัญชีเสมือนจะถูกจำลองแบบเรียลไทม์โดยอัลกอริธึมพิเศษของเราไปยังบัญชีซื้อขายของบริษัทจริงของเรา ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดตามจริง

การปิดประสิทธิภาพตามสมมุติฐาน

ผลลัพธ์ประสิทธิภาพตามสมมุติฐานมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติหลายประการ ซึ่งบางส่วนได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ มีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลหรือการสูญเสียตามผลการปฏิบัติงานที่คล้ายคลึงกับที่แสดงไว้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนบ่อยครั้งระหว่างผลการดำเนินงานสมมุติและผลลัพธ์จริงที่ได้รับในภายหลังจากโปรแกรมการซื้อขายใดๆ ข้อจำกัดประการหนึ่งของผลลัพธ์การปฏิบัติงานตามสมมุติฐานก็คือ โดยทั่วไปแล้วผลลัพธ์เหล่านี้จะได้รับการจัดเตรียมโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ นอกจากนี้ การซื้อขายสมมุติไม่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางการเงิน และไม่มีบันทึกการซื้อขายสมมุติใดที่สามารถอธิบายผลกระทบของความเสี่ยงทางการเงินต่อการซื้อขายจริงได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทนต่อการขาดทุนหรือการปฏิบัติตามโปรแกรมการซื้อขายโดยเฉพาะแม้จะขาดทุนจากการซื้อขายเป็นจุดสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้เช่นกัน มีปัจจัยอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดโดยทั่วไปหรือการดำเนินการตามโปรแกรมการซื้อขายเฉพาะใดๆ ซึ่งไม่สามารถนำมาพิจารณาได้อย่างเต็มที่ในการจัดทำผลการดำเนินงานตามสมมุติฐาน และทั้งหมดนี้อาจส่งผลเสียต่อผลการซื้อขายได้ ข้อความรับรองที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกค้ารายอื่นหรือลูกค้ารายอื่น และไม่รับประกันประสิทธิภาพหรือความสำเร็จในอนาคต

การเปิดเผยประสิทธิภาพสมมุติ – กฎ CFTC 4.41

ผลการซื้อขายจำลองหรือสมมุติมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ต่างจากบันทึกผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่ได้แสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายจริง และอาจได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์จากการเข้าใจถึงเหตุการณ์หลังเหตุการณ์ ไม่มีการรับรองว่าบัญชีใดๆ จะหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุผลกำไรหรือขาดทุนคล้ายกับที่แสดงหรือบอกเป็นนัย

การเปิดเผยความเสี่ยง

นี่ไม่ใช่โอกาสในการลงทุน คุณไม่ต้องฝากเงินใด ๆ เพื่อการลงทุน เราไม่ขอเงินทุนเพื่อการลงทุน คุณจะเสี่ยงกับเงินทุนของคุณเองในเวลาไม่นาน ไม่มีคำสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทน การซื้อขายมีความเสี่ยงสูงและไม่ใช่สำหรับนักลงทุนทุกคน นักลงทุนอาจสูญเสียทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ทุนที่มีความเสี่ยงคือเงินที่สามารถสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือวิถีชีวิต ควรใช้เงินทุนที่มีความเสี่ยงในการซื้อขายเท่านั้น และเฉพาะผู้ที่มีเงินทุนที่มีความเสี่ยงเพียงพอเท่านั้นจึงควรพิจารณาซื้อขาย ประสิทธิภาพที่ผ่านมาไม่จำเป็นต้องบ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต

การเปิดเผยการชดเชยลูกค้า

การซื้อขายทั้งหมดที่นำเสนอเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าควรถือเป็นเรื่องสมมุติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะทำซ้ำในสภาพแวดล้อมการซื้อขายจำลอง บัญชีทั้งหมดในโปรแกรม WeMasterTrade อาจเป็นตัวแทนของบัญชีซื้อขายจำลอง การชำระเงินจะถูกรวบรวมและอำนวยความสะดวกโดย Wecopy Fintech LTD (หมายเลขบริษัท: 14905703), 71-75 Shelton Street, Covent Garden, London, United Kingdom, WC2H 9JQ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนการชำระเงินในนามของ WeMasterTrade โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจากสถานที่ตั้งของผู้ใช้และวิธีการชำระเงินที่เลือก

กระบวนการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน

หากคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเนื่องจากข้อผิดพลาดของแพลตฟอร์มหรือระบบทำงานผิดปกติ โปรดติดต่อ support@wemastertrade.com ภายใน 7 วันนับจากวันเกิดเหตุ ทีมงานของเราจะตรวจสอบและตอบกลับภายใน 5 วันทำการ หากการร้องเรียนถูกต้อง การชดเชยจะดำเนินการภายใน 14 วันทำการ

การชดเชยจะจำกัดอยู่ที่มูลค่าค่าบริการที่ชำระสำหรับบัญชีที่ได้รับผลกระทบ WeMasterTrade จะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากสภาวะตลาด ข้อผิดพลาดของผู้ใช้ หรือการหยุดชะงักของบริการของบุคคลที่สาม

ประเทศที่ถูกจำกัด

WeMasterTrade ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

แพลตฟอร์ม Metatrader 5 ไม่ได้ให้บริการบัญชีการซื้อขายแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม สหรัฐอเมริกา แคนาดา อิสราเอล รัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และประเทศอื่นๆ บางประเทศ

Chat
Complaint & Review Form